
เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่คนไทยเป็นกันเยอะมากครับและหัวใจสำคัญของการรักษาคือการคุมอาหาร ล่าสุดวงการแพทย์เริ่มให้ความสนใจกับกระเจี๊ยบเขียว (Okra) มากขึ้นหลังมีงานวิจัยระบุว่าผักชนิดนี้มีคุณสมบัติเป็น “ซูเปอร์ฟู้ด” สำหรับผู้ป่วยเบาหวานและไขมันในเลือดสูงทำไมกระเจี๊ยบเขียวถึงดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน? ความลับอยู่ที่ “เมือกข้น” และ “ใยอาหาร” จำนวนมากในฝักครับซึ่งส่งผลดีต่อร่างกายดังนี้
- ชะลอการดูดซึมน้ำตาลใยอาหารชนิดละลายน้ำจะไปเคลือบผนังลำไส้ทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลจากอาหารเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้าลงช่วยลดอาการน้ำตาลดีดสูงหลังมื้ออาหาร
- ดักจับไขมันและคอเลสเตอรอลเมือกของกระเจี๊ยบช่วยจับน้ำดีและไขมันในระบบทางเดินอาหาร แล้วขับถ่ายออกมาจึงช่วยคุมระดับไขมันได้ในตัว
- อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมีกลุ่มสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งมักพบในผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรัง
เคล็ดลับการทานให้ได้ประโยชน์สูงสุด
หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการต้มจิ้มน้ำพริกแต่ถ้าอยากได้ประสิทธิภาพเต็มที่ลองทำตามนี้ดูครับ
- หั่นแล้วแช่น้ำ (น้ำกระเจี๊ยบ) นำฝักสดมาล้างสะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แช่ในน้ำสะอาดทิ้งไว้ข้ามคืนในตู้เย็น แล้วดื่มน้ำนั้นตอนเช้าวิธีนี้จะช่วยดึงสารสำคัญออกมาได้ดี
- ปรุงด้วยความร้อนต่ำหากจะนำไปทำอาหารไม่ควรต้มนานจนเปื่อยเกินไปเพราะอาจทำให้วิตามินบางชนิดสูญเสียได้
- เลือกฝักที่อ่อนฝักอ่อนจะมีใยอาหารที่นุ่มและทานง่ายกว่าฝักแก่ที่มีเสี้ยนเยอะ
ข้อควรระวัง (สำคัญมาก!)
แม้จะเป็นผักที่ดีแต่ก็มี “จุดที่ต้องระวัง” สำหรับบางท่านครับ
- ผู้ป่วยโรคไตกระเจี๊ยบเขียวมีแคลเซียมออกซาเลตสูงหากมีปัญหาเรื่องนิ่วในไตหรือค่าไตเสื่อมควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานเป็นประจำ
- ระวังน้ำตาลตกหากท่านทานยาคุมเบาหวานอยู่แล้วการทานกระเจี๊ยบเขียวปริมาณมากอาจเสริมฤทธิ์ยาจนทำให้น้ำตาลต่ำเกินไป (Hypoglycemia) ได้
- ห้ามหยุดยาเองกระเจี๊ยบเขียวคือ “ตัวช่วยเสริม” ไม่ใช่ “ยาหลัก” ห้ามหยุดทานยาตามหมอสั่งโดยเด็ดขาดนะครับ
สรุปจากเพจ: การทานผักพื้นบ้านเป็นเรื่องที่ดีครับแต่ต้องควบคู่ไปกับการคุมอาหารมื้อหลักออกกำลังกายและพบแพทย์ตามนัดเสมอเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
Leave a Reply