
ข่าวดีที่สุดสำหรับวงการแพทย์และครอบครัวชาวไทยมาถึงแล้วครับ! เพราะล่าสุดสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) ได้ประกาศก้าวสำคัญครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการพัฒนาศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (สเต็มเซลล์) เพื่อยกระดับการรักษาและช่วยชีวิตผู้ป่วยเด็กที่เผชิญกับโรคระบบโลหิตและโรคมะเร็งให้มีโอกาสหายขาดและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสดใสอีกครั้ง! ในอดีตการเข้าถึงการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ในเด็กมีข้อจำกัดค่อนข้างมากทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและจำนวนศูนย์การรักษาที่รองรับแต่การพัฒนาศูนย์ฯ ของสถาบันสุขภาพเด็กฯ ในครั้งนี้จะช่วยทลายข้อจำกัดดังกล่าวและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับเด็กไทยได้อย่างมหาศาลครับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ช่วยรักษาโรคอะไรในเด็กได้บ้าง? การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ได้ใช้กับทุกโรคนะแต่เป็นอาวุธหลักที่เปี่ยมประสิทธิภาพในการรักษาโรคใจสลายเหล่านี้
- โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย (Thalassemia) โรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยมากในคนไทย ซึ่งการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เป็นวิธีเดียวในปัจจุบันที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ทำให้เด็กๆ ไม่ต้องทนรับเลือดและขับเหล็กไปตลอดชีวิต
- โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อลูคีเมียโดยเฉพาะในกลุ่มที่ดื้อต่อยาเคมีบำบัดหรือกลับมาเป็นซ้ำ
- โรคไขกระดูกฝ่อรุนแรง (Aplastic Anemia) ภาวะที่ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดได้ตามปกติซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเลือดออกรุนแรง
- โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิดบางชนิดในเด็ก
กระบวนการทำงานเปลี่ยนไขกระดูกใหม่เพื่อชีวิตใหม่กระบวนการรักษาจะเริ่มจากการนำสเต็มเซลล์ (เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด) ที่สมบูรณ์ซึ่งอาจมาจากตัวผู้ป่วยเอง Autologous ในบางโรคมะเร็งหรือรับมาจากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกัน (Allogeneic) เช่น พี่น้องท้องเดียวกันหรือผู้บริจาคจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติหลังจากนั้นผู้ป่วยเด็กจะได้รับเคมีบำบัดเพื่อเคลียร์ไขกระดูกเดิมที่ผิดปกติออกไปแล้วจึงฉีดสเต็มเซลล์ใหม่เข้าไปเพื่อให้เข้าไปฝังตัวในไขกระดูกและเริ่มผลิตเม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดที่แข็งแรงสมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ครับคำแนะนำและข้อมูลเพิ่มเติมจากเพจสิ่งที่พ่อแม่ควรรู้เกี่ยวกับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แม้ว่าจะเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้หายขาดได้แต่มี 3 ข้อสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองควรทำความเข้าใจควบคู่กันไปด้วยครับ
- การดูแลในห้องปลอดเชื้อ (Bone Marrow Transplant Unit) ในช่วงที่รอสเต็มเซลล์ใหม่เติบโต (ประมาณ 3-4 สัปดาห์) ร่างกายของเด็กจะไม่มีภูมิคุ้มกันเลยจึงต้องอยู่ภายในห้องปลอดเชื้อพิเศษที่ควบคุมความดันและกรองอากาศอย่างเข้มงวดญาติที่เข้าเยี่ยมจะต้องปฏิบัติตามกฎความสะอาดขั้นสูงสุดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- พลังแห่งพี่น้องเนื้อเยื่อตรงกันง่ายที่สุดหากครอบครัวมีลูกคนที่สองหรือสามที่มีสเต็มเซลล์เข้ากันได้กับพี่ที่ป่วยจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษาสูงมาก ดังนั้น การปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เกี่ยวกับการเก็บหรือตรวจเนื้อเยื่อของคนในครอบครัวจึงสำคัญ
- ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยชีวิตเด็กๆเนื่องจากเนื้อเยื่อ HLA ของคนทั่วไปที่จะตรงกันนั้นมีโอกาสเพียง 1 ในหมื่น หรือ 1 ในแสน การที่ผู้ใหญ่ใจดีช่วยกันไปลงทะเบียนบริจาคสเต็มเซลล์ (เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด) ไว้กับสภากาชาดไทยตอนไปบริจาคเลือดจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับเด็กๆที่กำลังรอคอยความหวังได้อีกนับไม่ถ้วนเลยครับ
สรุป: ทางเพจขอแสดงความยินดีและขอบคุณคณะผู้บริหารทีมแพทย์พยาบาลและนักวิจัยของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีทุกท่านนวัตกรรมและความมุ่งมั่นนี้คือแสงสว่างที่แท้จริงที่จะช่วยคืนรอยยิ้มอันสดใสและมอบอนาคตใหม่ให้แก่เด็กๆ และครอบครัวไทยอีกมากมายครับ
Leave a Reply