พาส่องสรุป 15 ข้อคิดจากหนังสือ ชีวิตติดปีกด้วยศิลปะแห่งการช่างแม่ง

เคยมั้ยกับการที่ต้องมานั่งแคร์ทุกๆ สิ่งบนโลก ไม่ว่าจะต้องเป็นเสาหลัก ความคาดหวังของคนอื่น ภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับเพื่อคนอื่น คนในบริษัทเอาแต่พึ่งพาโดยที่ไม่ถามกันสักคำ ทำไมการแบกรับของคนคนนึงที่ใครต่อใครก็บอกว่าทำดีแล้ว ได้บุญ อนาคตชีวิตมีความสุขแน่นอน เจริญแน่แบบนี้ ถึงกลายเป็นเรื่องที่ดีไปล่ะ แต่หารู้ไหมว่า สิ่งที่เราทำอยู่มันจะ “ย้อนเข้าหาตัวเอง” ทำลายความฝันของเรา และสิ่งที่เราต้องการอยู่ในก้นบึ้ง จนเราจะเผลอลืมเลยว่า “ทำไมเราถึงไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเองเหมือนกับคนอื่นๆ ด้วย” เพราะการเสียสละ การแคร์คนอื่นมากไปนี่แหละ ผลสุดท้ายมันจะทำร้ายคุณเอง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้เขียนโดย “Mark Manson” นักเขียนและบล็อกเกอร์ที่มีผู้ติดตามนับล้านคน ที่มาบอกเล่าปรัชญา ประสบการณ์ จากการเรียนรู้มากว่า 55 ประเทศ มารวมเป็นหนังสือ ศิลปะแห่งการช่างแม่ง ที่นับว่าเป็นอีกเล่มจิตวิทยาสายดาร์กอีกเล่มนึงเลยก็ว่าได้ เพราะมันจะทำให้คุณอ่านแล้ว รู้สึกว่า “เออ แม่งจริง” เพราะเรื่องบางเรื่องเราสามารถช่างแม่งได้หมด แต่แค่เราไม่รู้นั่นเองว่า ควรช่างแม่งแบบไหน ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะพาทุกคนได้พัฒนาตัวเองจากและเรียนรู้ในการปรับใช้กับหน้าที่การงาน และความสัมพันธ์ของคุณให้พัฒนาในทางที่ดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ

1.อย่าพยายาม

หลายคนเห็นครั้งแรกอาจตกใจว่าทำไมเขาถึงห้ามให้พยายาม ซึ่งการพยายามเป็นสิ่งที่ดีนะทุกคน แต่ความพยายามในความหมายของหนังสือเล่มนี้นั้นหมายถึง ชายที่มีชื่อว่า ชาลส์ บูเคาว์สกี เขาเป็นคนที่ติดพนัน แถมยังเจ้าชู้ ซึ่งเขาเป็นชายคนนึงที่ฝันอยากมีกวีเป็นผลงานของตัวเอง แต่ก็ถูกปฎิเสธตลอดเพราะทุกคนมองว่าเขาเป็นพวกไร้ศีลธรรม ไม่มีจริยธรรม

แต่เพราะความพยายามของเขากลับทำให้เขาประสบความสำเร็จในด้านการเขียน แต่ในมุมของคนอื่น คงคิดว่าเขา พยายามมาตลอด เลยได้สิ่งที่ต้องการ แต่ชาลส์กลับนิยามหน้าหลุมศพของตัวเองว่า “อย่าพยายาม” เพราะเขาต้องการสื่อความหมายว่าไม่ว่าจะขายหนังสือมากมายแค่ไหน แต่ก็ไม่เปลี่ยนตัวเขาเลยว่าเขาเป็นชายนิสัยเสียคนนึงที่ฝันอยากเป้นนักเขียนเพียงเท่านั้นนั่นจึงทำให้เขาบอกว่า อย่าพยายามนั่นหมายถึง เขาพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่แล้ว หรือคล้ายกับ กฎแห่งการย้อนกลับ ที่ผู้เขียนต้องการสื่อว่า เมื่อเราปราถนาอะไร แสดงว่าเรายังขาดสิ่งนั้นอยู่ ดังนั้นถ้าเราไม่ปราถนา เราก็จะแคร์สิ่งต่างๆ ได้น้อยลง และนั่นจะทำให้ชีวิตของเรามีความสุขขึ้น

2. การช่างแม่งไม่ได้แปลว่าเมินเฉยให้หมด แต่ต้องแคร์แต่เรื่องที่ต้องแคร์
หลายคนที่เคยได้ยิน คนอื่นพูดว่าช่างแม่งก็อาจจะคิดกันไม่ตกว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาพูดคำคำนั้นออกมา จริงๆ แล้วการที่เราช่างแม่งกับปัญหานับว่าไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย ทุกคนต่างมีอุปสรรคที่ต่างกัน ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าปัญหาหรืออุปสรรคของทุกคนเป็นยังไง ดังนั้นบางทีถ้ามันไม่จำเป็นต่อชีวิต หรือมันไม่ได้มีอิทธิพลต่อเราในระยะยาว ก็ลองปล่อยทิ้งมันไปก็ได้ เพราะการที่เราปล่อยวางกับปัญหา มันจะช่วยทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น แม้แต่การแคร์สิ่งต่างๆ ถ้าเรารู้จักการแคร์ในสิ่งที่สำคัญ แล้วชีวิตของเราจะที่ง่ายขึ้น

3. บางทีความสุขก็มาในรูปแบบแก้ปัญหา

ถ้าเราเกิดมาไม่มีความทุกข์ หรือปัญหาเลยก็นับว่าเป็นลาภอันประเสริฐ​ แต่แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกคนต่างเกิดมาคู่กับปัญหาทั้งสิ้น เราไม่มีวันรู้ว่าปัญหาจะมาตอนไหน เวลาไหน วันไหน แต่ที่รู้ๆ คือ หลายคนพอเจอกับปัญหาก็มักจะเศร้า แต่จริงๆ แล้วความทุกข์นั้นเกิดได้ในทุกเมื่อ ดังนั้นลองปล่อยวางกับปัญหาและลองใช้ชีวิตด้วยการเผชิญหน้ากับมัน รับมือทุกความท้าทายที่เกิดขึ้น แล้วชีวิตเราจะไม่น่าเบื่อ

4. ปฏิเสธคนเป็น ทำให้ชีวิตดีขึ้น

การปฏิเสธไม่ใช่เรื่องแย่หรือเรื่องที่ผิดขนาดนั้น หัดปฏิเสธบ้างเพื่อที่จะได้รู้คุณค่าของสิ่งๆ นั้นว่า รู้สึกยังไง อย่างหนังสือเล่มนี้เขาก็ได้บอกว่า ถ้าเราไม่รู้จักปฎิเสธ แสดงว่าเรากำลังมองโลกในทางที่ดีเหมือนกันหมด เพราะถือว่าเราเห็นดีเห็นงาม ตามเขาไปโดยไม่รู้ประสีประสา เหมือนกับข้อคิดที่สอง ก็คือการต้องแคร์ในสิ่งที่ต้องแคร์ ดังนั้นหัดรู้จักปฏิเสธแล้วเราจะได้ไม่มาเสียใจภายหลัง

อีกทั้งการปฏิเสธยังเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นต่อชีวิต ช่วยทำให้เข้าใจกันมากขึ้น ไม่มีใครอยากที่จะรู้สึกว่าไม่สามารถพูดสิ่งที่คิดได้ ทั้งหมดนี้ของการปฎิเสธทำให้แสดงถึงความจริงใจของกันและกันมากขึ้น แต่การที่จะมีความจริงใจได้นั้น จะต้องรู้สึกสบายใจกับการพูด และฟังระหว่างที่ต่างคนต่างอารมณ์ดี เรียกได้ว่าสร้างความสัมพันธ์ได้ดีขึ้นเลย

5. ความตายทำให้เราตระหนักถึงการกล้าใช้ชีวิต

ใครบ้างล่ะที่ไม่กลัวความตายบ้าง การคิดเรื่องความตายมันไม่ใช่เรื่องผิดแปลกธรรมชาติแต่อย่างใด แต่การคิดถึงความตายเท่ากับว่าวันนี้ ตอนนี้ เรากำลังใช้ชีวิตคุ้มอยู่หรือยัง การคิดถึงความตายจะทำให้เรารู้สึกว่าวันนี้คือวันสุดท้ายของเรา แล้วเราเต็มที่หรือยังล่ะ เรามีอะไรเสียดายไหมถ้าไม่ทำตอนนี้ เพราะงั้นการตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่จะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้นต่างหาก นั่นแหละถึงเรียกว่า ไม่มีอะไรค้างคา

6. ถ้าคุณมัวแต่แคร์มาก ชีวิตคุณจะชิ*หายแน่นอน

การแคร์บางอย่างไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรเลยทุกคน แต่การแคร์ที่ดีก็ควรมีจำกัด ไม่ใช่ว่าแคร์จนตามืดตามัว ดังนั้นทุกสิ่งอย่างก่อนจะแคร์ ต้องคิด ต้องรู้จักเลือก เพราะถ้าปล่อยผ่าน ไม่สนใจ รับรองว่าชีวิตเฮงแน่นอน

7.ความเชื่อผิดๆ ที่ว่าห้ามเจอเรื่องแย่ๆ คือต้นเหตุของความอุบาทว์ในชีวิต

“อย่าเจอเรื่องแย่ๆ นะ” คำพูดสวยหรูแสนธรรมดา ที่เต็มไปด้วยความห่วงใยแต่กลับเป็นส่วนหนึ่งของการสะกดจิต ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าออกมาจาก เซฟโซน เพราะว่าพวกเขามักจะกลัวเมื่อต้องเจอปัญหา หรือเรื่องแย่ๆ และไม่กล้าเผชิญหน้าโดยตรงได้ ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความเชื่อผิดๆ มาครอบงำตัวเราว่า การเจอเรื่องแย่ๆ จะทำให้ชีวิตเราแย่ลง จริงๆ แล้วยิ่งเราเจออุปสรรคต่างหาก ที่จะยิ่งเพิ่มประสบการณ์ ในการพัฒนาตัวเองมากขึ้น 

8. การช่างแม่งคือการมองช่วงเวลาที่ท้าทาย และน่ากลัวที่สุดของชีวิต

อีกหนึ่งข้อคิดที่ชอบมากๆ เลยนั่นก็คือ ให้ช่างแม่งในช่วงเวลาที่ท้าทาย และน่ากลัวมากที่สุด แล้วหัวใจคุณจะเหมือนได้รับการปลดปล่อยคล้ายกับมีใครสักคนที่ปลดล็อกกุญแจให้อย่างจริงใจ ดังนั้นใครกำลังอยู่ในช่วงตั้งเป้าหมายบางอย่างอยู่ ถ้ามันยากเกินไป ก็ช่างแม่งไปให้หมดเลย

9. ชีวิตเราทุกคนล้วนชอบแคร์ แต่คำถามคืออะไรที่เราควรจะแคร์ อะไรที่เราไม่ควรไปใส่ใจ

ธรรมชาติของมนุษย์ล้วนเกิดมาต้องการที่จะได้รับการยอมรับ การแคร์เลยเป็นสิ่งที่ต้องมี แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตเป็นของเราทุกคน ฉะนั้นให้แคร์ในส่วนที่ต้องแคร์เท่านั้น ยิ่งฝ่ายไหนเทใจมากกว่ากัน ฝ่ายนั้นก็จะมีได้ใจมากขึ้น

วิธีที่จะทำให้รู้ว่าใครควรแคร์ ใครไม่ควรแคร์ แน่นอนว่าทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว เพราะในชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน ถ้าอยากแคร์ ให้ดูว่า เราแคร์แล้วจะได้อะไรกลับมา ให้อิงจากวุฒิภาวะของเรา เก็บพลังงานการแคร์เอาไว้ และทุ่มสิ่งที่อยากแคร์ที่สุดในชีวิต ดังนั้นเก็บความห่วงใยของเราไปมอบให้กับคนที่สำคัญเท่านั้นก็พอ เท่านี้คุณจะรู้เองว่าอะไรที่ควรใส่ใจ

10. คุณไม่ได้พิเศษกว่าใคร

คนที่คิดว่าตัวเองพิเศษบางคนมักโทษคนอื่นเวลาเกิดปัญหา คนพวกนี้เชื่อว่าถ้าสร้างภาพให้ตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ ในที่สุดก็จะมีคนเข้ามาช่วยเหลือเอง และพวกเขาก็จะได้ความรักอย่างที่ตัวเองปราถนาเอาไว้
จงจำไว้ว่าตัวคุณเองไม่ได้สูงส่งไปมากกว่าใครหรอก ตราบใดที่ทุกคนเกิดมาเป็นคนเหมือนกัน มีลูกบอกลูก มีหลานบอกหลาน ทำให้พวกเขาได้รีบตระหนักว่าตัวเองมีคุณค่าในแบบของเรา เราอาจจะเก่งในวัยนี้ แต่พอมีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาก็อาจเก่งแซงหน้าเราได้ เพราะงั้นเราอย่าหลงตัวเองไปกลับอำนาจ เงินทอง ความสามารถ หน้าตา เพราะทุกอย่างย่อมพังลงได้เสมอ แล้วเวลาคุณเจอปัญหาหรือใครเอาเปรียบ คุณก็จะรู้แล้วว่า ทุกคนไม่ได้พิเศษไปมากกว่าใครเลย

11.รู้จักปฏิเสธทางเลือกอื่นๆบ้าง

จะดีกว่าไหมถ้าเราได้เป็นอิสระมีโอกาสได้ค้นหาสิ่งต่างๆ รอบตัวตั้งแต่เด็ก เชื่อว่าทุกคนที่อ่านอยู่น่าจะเคยมีสถานที่ชอบ ของที่ชอบ ความเชื่อ ทักษะ กันมามากในช่วงนึง ซึ่งตอนเด็กๆ เราคิดว่าเราอาจจะใช้ชีวิตคุ้ม แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความชอบของเรากลับเปลี่ยนแปลง ทำให้เราเริ่มที่จะปฎิเสธสิ่งอื่นๆ มากขึ้นและด้วยเหตุนี้เองเราจึงทำให้เรามองเห็นทางเลือกได้กว้างขึ้น ซึ่งต่อจากนี้ก็ให้เราเลือกสิ่งที่คิดว่าใช่ให้กับตัวเองมากที่สุด 

12.ความล้มเหลวคือการก้าวไปข้างหน้า

เราจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อเราพร้อมที่จะล้มเหลว ถ้าเราไม่กล้าที่จะล้มเหลว นั่นแสดงว่าเราไม่กล้าที่จะประสบความสำเร็จ

เพราะการพัฒนาเกิดจากความล้มเหลวร้อยครั้งพันครั้ง ถ้ามีใครเก่งกว่าเรื่องไหนเรื่องหนึ่ง ก็แสดงว่าคนๆ นั้น เคยล้มเหลวมามากกว่า ถ้ามีใครเก่งไม่เท่าเขาคนนั้น ก็เป็นไปได้ว่าเขาไม่เคยผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะเจ็บปวด 

13. จงรับผิดชอบกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต

เชื่อว่ามีหลายคนที่เคยเกิดเรื่องแย่ๆ แล้วมักจะมีคนโบ้ยความผิดให้สิ่งรอบข้าง ที่ไม่ใช่ตัวเอง ซึ่งการทำแบบนั้นแน่นอนว่ามันไม่ได้เกิดผลดีอะไรเลย สุดท้ายคนที่แคร์และต้องรับผิดชอบก็คือตัวเราเอง ดังนั้นนักเขียนจึงบอกว่า การรับผิดชอบเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ให้มองว่าความผิดที่เคยเกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงเรื่องในอดีต แต่ความรับผิดชอบต่างหากคือปัจจุบัน ถ้าคุณไม่อยากให้ปัญหาทุกอย่างมันเลวร้ายลง หรือเสียเวลาไปมากกว่าเดิม การรับผิดชอบนี่แหละคือทางออก มันจะสอนให้เรารู้จักปรับตัว และเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องของตัวเองก็ตาม

เช่น การแพร่ระบาดของโควิดทำให้มีหลายคนเสียชีวิต ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วเราแก้ไขอะไรไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือเราต้องรับผิดชอบตัวเองโดยการรู้จักปรับตัว เพื่อให้อยู่รอดนั่นเอง 

14. ความทุกข์คือวิธีที่ธรรมชาติเลือกไว้ ใช้ในการผลักดันให้เราเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง

ถ้าไม่มีความทุกข์แน่นอนว่าชีวิตเราจะแสนสบาย กินอิ่มนอนหลับ ได้อย่างสบายใจ แต่ของแบบนั้นใช้ไม่ได้กับหนังสือเล่มนี้ เพราะความทุกข์ถือว่าเป็นกฎ กฎธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แม้ว่าเราจะไม่ต้องการมันก็ตาม แต่ความทุกข์เหล่านี้นี่แหละที่จะช่วยผลักดันความคิด เรียนรู้ด้วยสติปัญญาที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ถ้าคุณอยากสร้างเรื่องราวของตัวเอง ก็จงสู้กับความทุกข์และมันจะช่วยให้คุณกลายเป็นคนธรรมดาที่กล้าล้ม และเก่งกว่าเดิม 

15. คนที่ประสบความสำเร็จ จริงๆ เป็นเพียงคนธรรมดาที่รู้ดีว่าตัวเองยังไม่เก่ง

รู้ไหมว่าหนังสือเล่มนี้ช่วยเปิดโลกของความหมายของคำว่าประสบความสำเร็จได้อย่างทัชใจมาก เพราะคนที่มักจะประสบความสำเร็จเขาย่อมรู้ดีว่าตัวเองยังไม่เก่ง เพราะแบบนั้นเองตัวเขาเลยได้รับการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ และเหตุผลนี้เองที่ทำให้คนที่ประสบความสำเร็จอย่างที่เรารู้จักกัน เขาก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่อยากเก่งและเข้าใจมากขึ้น ดังนั้นถ้าหากเพื่อนๆ สนใจล่ะก็ก็ลองขวนขวายในสิ่งที่ไม่รู้ เชื่อเลยว่าทุกคนจะต้องค้นหามันเจออย่างแน่นอน 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/safespace.co.th


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *