
ในยุคที่แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนครองเมืองหลายคนอาจหลงลืมความรู้สึกของการจับปากกาไปแล้วใช่ไหมครับ? ล่าสุดแวดวงวิทยาศาสตร์ระบบประสาทและจิตวิทยาการเรียนรู้ ได้เปิดเผยผลวิจัยจากสองยุคสมัยที่ได้ข้อสรุปตรงกันอย่างน่าทึ่งว่าการเขียนด้วยลายมือส่งผลต่อโครงสร้างและการทำงานของสมองในระดับลึกซึ่งการพิมพ์ผ่านคีย์บอร์ดไม่สามารถทดแทนได้เลยพร้อมเตือนว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปอาจทำให้ประสิทธิภาพความจำและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเราลดลงโดยไม่รู้ตัวสแกนสมองชัดๆเขียนด้วยปากกาปลุกพลังสมองเชื่อมต่อกันทั้งระบบงานวิจัยล่าสุด (ปี 2024) ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ระดับโลก Frontiers in Psychology โดย ศ. ออเดรย์ ฟาน เดอร์ เมียร์ (Professor Audrey van der Meer) นักประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งนอร์เวย์ NTPU ได้ทำการทดสอบติดเซนเซอร์ตรวจวัดคลื่นสมองความละเอียดสูง High-Density EEG จำนวน 256 จุดเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของสมองขณะจดบันทึก และพบผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว
- เมื่อเขียนด้วยปากกาสมองส่วนรับความรู้สึกส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวและส่วนความจำ เกิดการเชื่อมต่อประสานงานกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ในระดับคลื่นสมอง Theta และ Alpha ซึ่งเป็นสภาวะที่สมองเปิดรับข้อมูลใหม่ตื่นตัวและพร้อมสำหรับการเรียนรู้ขั้นสูง
- เมื่อพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ดเครือข่ายการเชื่อมต่อของสมองกลับเงียบสนิทสัญญาณการประสานงานระหว่างพื้นที่ต่างๆลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ศ. ฟาน เดอร์ เมียร์ อธิบายว่าการเขียนด้วยมือบังคับให้ร่างกายต้องควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างละเอียดอ่อนดวงตาต้องโฟกัส ทิศทางการลากเส้นอักษรแต่ละตัวคือโจทย์ที่สมองต้องคำนวณตลอดเวลาในทางตรงกันข้ามการพิมพ์คือการใช้นิ้วจิ้มลงบนปุ่มด้วยท่าทางเดิมซ้ำๆ สมองจึงแทบไม่มีสิ่งเร้าให้ต้องประมวลผลและนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กที่เติบโตมากับการพิมพ์อย่างเดียวมักมีปัญหาในการแยกแยะตัวอักษรที่มีรูปทรงคล้ายกัน (เช่น b และ d) เพราะร่างกายไม่เคยจดจำการสร้างรูปทรงนั้นขึ้นมาจริงๆ
ตอกย้ำด้วยงานวิจัยคลาสสิกพิมพ์เร็วเท่าไหร่ ยิ่งจำได้ผิวเผินเท่านั้น
ข้อค้นพบทางประสาทวิทยานี้สอดคล้องกับงานวิจัยเชิงพฤติกรรมระดับคลาสสิกของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันและ UCLA ที่ทดสอบกับนักศึกษากว่า 300 คนโดยแบ่งกลุ่มที่จดเลกเชอร์ด้วยแล็ปท็อปและกลุ่มที่จดด้วยปากกาลงบนกระดาษผลปรากฏว่ากลุ่มที่เขียนด้วยมือทำคะแนนสอบในส่วนของความเข้าใจเชิงลึกและการประยุกต์ใช้ได้ดีกว่ากลุ่มที่พิมพ์อย่างชัดเจนเมื่อตรวจสอบบันทึกย้อนหลังพบกลไกที่น่าสนใจ
- สายพิมพ์คีย์บอร์ดพิมพ์ข้อความได้ปริมาณมากกว่าก็จริงแต่เป็นการพิมพ์แบบคำต่อคำเหมือนเครื่องอัดเสียงโดยที่สมองไม่ได้ย่อยข้อมูลเลย
- สายเขียนด้วยมือเนื่องจากเราเขียนได้ช้ากว่าคำพูดสมองจึงถูกบังคับให้ทำกระบวนการคิดวิเคราะห์ตัดสิ่งที่ไม่สำคัญและสรุปความเลือกเฉพาะใจความสำคัญมาเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาของตัวเองซึ่งกระบวนการคัดกรองนี้เองคือจุดเริ่มต้นของการจำฝังลึกและการเรียนรู้ที่แท้จริง
ข้อมูลเพิ่มเติมเขียนด้วยมือส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและสมองอย่างไร?
นอกจากเรื่องของความจำแล้ว ในเชิงเวชศาสตร์วิถีชีวิต Lifestyle Medicine การเขียนด้วยมือยังมีประโยชน์ซ่อนอยู่อีกมากมายครับ
- ลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) การจรดปากกาเขียนบันทึกโดยเฉพาะการเขียนอนุทิน (Journaling) หรือสรุปสิ่งดีๆในแต่ละวันมีลักษณะคล้ายการทำสมาธิช่วยดึงความสนใจให้อยู่กับปัจจุบัน และลดความวิตกกังวลได้ดี
- กระตุ้นสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) สมองส่วนนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับเหตุผลการวางแผนและการควบคุมอารมณ์การเขียนแผนงานหรือไดอารี่ด้วยมือช่วยบริหารสมองส่วนนี้ให้แข็งแรง ชะลอความเสื่อมตามวัย
- ช่วยให้นอนหลับดีขึ้นการเปลี่ยนพฤติกรรมจากการไถหน้าจอมือถือมาจดบันทึกสั้นๆ บนกระดาษก่อนนอนช่วยลดการรับแสงสีฟ้า (Blue Light) ที่ไปกดการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินทำให้สมองผ่อนคลายและหลับสนิทได้ง่ายขึ้น
คำแนะนำสำหรับคนทำงานและคุณพ่อคุณแม่ในยุคดิจิทัล
- สำหรับคนทำงานในการประชุมครั้งต่อไปลองพกสมุดโน้ตเล่มเล็กๆแทนการเปิดแท็บเล็ตหรือโน้ตบุ๊กลองเปลี่ยนมาใช้วิธีร่างไอเดียวาด Mind Map หรือจดสรุป Action Plan ด้วยมือนอกจากจะช่วยให้ไม่ลืมประเด็นสำคัญแล้วยังช่วยกระตุ้นไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ๆได้ดีกว่าเดิมครับ
- สำหรับคุณพ่อคุณแม่แม้เทคโนโลยีจะสำคัญแต่ควรจำกัดเวลาการใช้หน้าจอของเด็กเล็กและส่งเสริมให้ลูกได้ขีดเขียนวาดรูประบายสีหรือคัดลายมือบนกระดาษจริงๆเพื่อพัฒนาการทำงานประสานกันของดวงตากล้ามเนื้อมือและโครงสร้างทางสมองที่สมบูรณ์
บางครั้งทางที่ช้ากว่าคือทางที่สร้างประสิทธิภาพได้เร็วกว่าหากรู้สึกว่าช่วงนี้สมองเบลอขี้หลงขี้ลืมอ่านอะไรก็ไม่เข้าหัวลองปิดหน้าจอแล้วกลับมาสู่จุดเริ่มต้นด้วยการหยิบปากกากับสมุดขึ้นมาเขียนดูนะครับ สุขภาพสมองและระบบประสาทของคุณจะขอบคุณอย่างแน่นอนครับ
Leave a Reply