ฟื้นใจให้สงบด้วยท้องฟ้ายามค่ำคืนวิธีง่ายๆที่จิตวิทยาแนะนำ

ในวันที่เต็มไปด้วยความเครียด หลายคนอาจเลือกเล่นเกมฟังเพลงหรือเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ไปเรื่อยๆแต่มีอีกหนึ่งวิธีที่ทั้งเรียบง่ายและได้ผลดีต่อสุขภาพจิตโดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีเลยแม้แต่น้อย นั่นคือการ “เงยหน้ามองท้องฟ้า” เราอาจคุ้นเคยกับแนวคิดที่ว่า พื้นที่สีเขียวช่วยบำบัดจิตใจแต่รู้หรือไม่ว่า “ท้องฟ้ายามค่ำคืน” ก็เป็นยารักษาใจชั้นเยี่ยมเช่นกัน ไม่ว่าจะมีดาวระยิบหรือไม่ก็ตาม การมองฟ้าในยามค่ำสามารถช่วยให้เราคลายเครียดฝึกสมาธิและกลับมาเชื่อมโยงกับปัจจุบันได้อย่างอ่อนโยน

ดูดาวไม่ใช่แค่โรแมนติกแต่คือการเยียวยา

งานวิจัยในปี 2564 ซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of Destination Marketing & Management พบว่า “การดูดาว” เป็นกิจกรรมที่ช่วยลดความเครียดได้จริง เพราะในช่วงเวลาที่เรามองดวงดาว ความคิดและความสนใจจะจดจ่ออยู่กับภาพตรงหน้าไม่ใช่ปัญหาในใจ การดูดาวยังช่วยฝึกสมาธิอย่างอ่อนโยน ลดความคิดฟุ้งซ่าน และทำให้จิตใจสงบลงได้โดยไม่ต้องพยายามข่มความเครียดหรือกังวล นอกจากนี้ การออกไปดูดาวในที่มืดยังช่วยลดการรับแสงจากหน้าจอ กระตุ้นการสร้างเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งการนอนหลับทำให้หลับได้ลึกและพักผ่อนได้เต็มที่มากขึ้น

Skychology มองฟ้าเพื่อใจที่โล่งขึ้นแม้ไม่เห็นดาว

หากคุณอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยแสงไฟจนมองไม่เห็นดาวก็ไม่จำเป็นต้องหมดหวังเพราะยังมีแนวคิดทางจิตวิทยาที่ชื่อว่า Skychology ซึ่งเสนอว่า “การมองท้องฟ้า” ไม่ว่าจะเป็นฟ้าสีครามหรือค่ำคืนที่ไร้ดวงดาวก็สามารถช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลได้ Paul Conway นักจิตวิทยาผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ และ Dr. Elisabeth Philipps นักประสาทวิทยาผู้สนับสนุนแนวคิด Skychology อธิบายว่า ท้องฟ้าคือพื้นที่จิตวิญญาณที่เปิดโล่ง ช่วยให้รู้สึกสงบ ลดความก้าวร้าว ปรับสมดุลอารมณ์ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และแม้กระทั่งช่วยลดความดันโลหิต

จะดูดาวหรือแค่มองฟ้าใจเราก็ได้พักเหมือนกัน

  • ถ้าคุณเลือกดูดาวคุณจะได้ฝึกจดจ่อกับปัจจุบัน เหมือนการนั่งสมาธิแบบเปิดตาปล่อยความคิดด้านลบให้ละลายหายไปกับความกว้างของจักรวาล
  • ถ้าคุณเลือกมองฟ้าอาจไม่เห็นดาวเลยแต่คุณสามารถสังเกตอารมณ์ของตัวเองแล้วปล่อยความเครียดให้ลอยไปกับเมฆหรือความว่างเปล่าบนท้องฟ้าเป็นการ “ฝึกปล่อย” อย่างนุ่มนวล

คำแนะนำง่ายๆเพื่อใจสงบในทุกคืน

  1. หาเวลาสัก 5-10 นาที ออกไปยืนหรือนั่งมองท้องฟ้าไม่ว่าจะเป็นบนระเบียงสวนสาธารณะ หรือริมหน้าต่าง
  2. ปิดหน้าจอ ก่อนมองฟ้าเพื่อให้ดวงตาและจิตใจได้พักจากแสงสี
  3. หายใจลึกๆช้าๆ ขณะมองฟ้าเพื่อช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลาย
  4. สังเกตความรู้สึกในใจ แล้วลองปล่อยสิ่งที่กังวลให้ลอยไปกับท้องฟ้า

เมื่อเมืองช่วยให้มองฟ้าได้ใจคนก็หายเหนื่อยง่ายขึ้น

แนวคิดเหล่านี้ยังเชื่อมโยงไปถึงการออกแบบเมืองในอนาคตที่ควรมีพื้นที่เปิดโล่งให้ผู้คน “ได้เห็นท้องฟ้า” อย่างแท้จริงไม่ใช่ถูกบดบังด้วยตึกหรือแสงไฟ หากเรามีพื้นที่ให้เงยหน้ามองฟ้าได้โดยไม่ถูกรบกวนนั่นอาจเป็นการดูแลสุขภาพจิตของทั้งเมืองไปพร้อมกันเพราะบางครั้ง การเงยหน้ามองฟ้าก็ช่วยให้เราไม่จมอยู่กับปัญหาบนพื้นดินมากเกินไป


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *