ภัยเงียบที่คุณอาจมองข้าม!อ้วนลงพุงไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่างแต่คือชนวนเหตุโรคร้ายคร่าชีวิต

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนไม่อ้วนน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติแต่กลับมีพุงยื่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด?อย่าเพิ่งมองว่าเป็นเพียงเรื่องของบุคลิกภาพหรือใส่เสื้อผ้าไม่สวยนะครับ! เพราะในทางแพทย์ไขมันสะสมในช่องท้องคือระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ในร่างกายและเป็นสาเหตุสำคัญของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งคร่าชีวิตคนไทยสูงถึงกว่า 3 แสนคนต่อปีหรือคิดเป็น 70% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศ!อ้วนลงพุงกับคนอ้วนทั่วไปต่างกันอย่างไร? หลายคนมักเข้าใจผิดว่าคำว่าอ้วนคือการดูที่น้ำหนักตัวแต่ภาวะอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) สามารถเกิดขึ้นได้แม้กระทั่งในคนที่ตัวเล็กหรือน้ำหนักปกติ!ข้อมูลการสำรวจคนไทยพบว่ามีคนไทยเข้าข่ายอ้วนลงพุงสูงถึง 17 ล้านคน (หรือพบ 1 ใน 3 คน!) โดยน่าตกใจตรงที่ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชายถึง 2.4 เท่าไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) ไม่ใช่แค่ไขมันใต้ผิวหนังที่หยิกติดมือ แต่เป็นไขมันที่เกาะอยู่ตามอวัยวะภายในซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อร่างกาย ดังนี้:

  • ตับก่อให้เกิดภาวะไขมันพอกตับนำไปสู่ตับอักเสบตับแข็งและเสี่ยงพัฒนากลายเป็นมะเร็งตับ
  • ตับอ่อนกระตุ้นให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นชนวนเหตุหลักของโรคเบาหวาน
  • ถุงน้ำดีสาร lipid ในไขมันทำให้น้ำดีตกตะกอนข้นขึ้นจนเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ง่าย
  • ข้อเข่าแม้พุงจะดูยื่นมาแค่เล็กน้อยแต่สร้างภาระให้ข้อเข่าต้องแบกรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น เร่งให้เกิดข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย
  • เสี่ยงมะเร็งไขมันส่วนเกินกระตุ้นการสร้างสารอักเสบและสารก่อมะเร็งเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านมในผู้หญิงและมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย
เช็กด่วน! คุณกำลังเข้าข่ายอ้วนลงพุงอยู่หรือเปล่า?ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลคุณก็สามารถประเมินตัวเองเบื้องต้นได้ทันทีด้วยสายวัดเพียงเส้นเดียววิธีกดเช็กใช้สายวัดรอบเอวผ่านจุดสะดือในช่วงหายใจออกสบายๆ (ไม่ต้องแขม่วพุง)
  • ผู้ชาย: หากรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร (35.5 นิ้ว)
  • ผู้หญิง: หากรอบเอวเกิน 80 เซนติเมตร (31.5 นิ้ว)

(ถ้าเกินกว่าเกณฑ์นี้ถือว่าคุณเข้าสู่ภาวะอ้วนลงพุงเรียบร้อยแล้วครับ)

ข้อมูลและคำแนะนำเพิ่มเติมวิธีทวงคืนสุขภาพดีลดไขมันช่องท้องอย่างยั่งยืน

ปัจจัยหลักที่ทำให้คนยุคนี้อ้วนลงพุงมากขึ้นมาจากพฤติกรรมกินแปรรูปนั่งนานขยับน้อยแต่ไขมันช่องท้องเป็นไขมันที่สลายได้เร็วที่สุดหากปรับพฤติกรรมตามนี้

  1. ปรับจานอาหารแบบ 2:1:1 ในหนึ่งมื้อให้แบ่งจานออกเป็น 4 ส่วน โดยกิน ผักสด/ผักต้ม 2 ส่วน (ครึ่งจาน), โปรตีนไขมันต่ำ 1 ส่วน (เช่น อกไก่, ปลา, เต้าหู้) และแป้งไม่ขัดสี 1 ส่วน (เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี, ข้าวกล้อง)
  2. ตัดหวานตัดน้ำตาลสะสมเลี่ยงน้ำหวานน้ำชงน้ำอัดลมและอาหารแปรรูปเพราะน้ำตาลฟรุกโตสและแป้งขัดขาวคือตัวการหลักที่ตับเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมในช่องท้อง
  3. เพิ่มการเคลื่อนไหวระหว่างวันหากต้องนั่งทำงานนานๆให้ลุกยืดเส้นยืดสายทุกๆ 1 ชั่วโมง และสะสมการออกกำลังกายระดับปานกลาง (เช่น เดินเร็ว, ปั่นจักรยาน) ให้ได้วันละ 30 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์
  4. นอนหลับให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงการนอนน้อยจะกระตุ้นฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ซึ่งส่งผลให้ร่างกายกักเก็บไขมันที่พุงมากขึ้น

หมายเหตุ: หากคุณมีโรคประจำตัวมีความเสี่ยงหรือรู้สึกวัดแล้วเกินเกณฑ์ไปมากควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กระดับไขมันและน้ำตาลในเลือดอย่างละเอียดเพื่อวางแผนดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลครับคุณวัดรอบเอวตัวเองล่าสุดเมื่อไหร่ครับ? ลองหยิบสายวัดออกมา วัดตอนนี้เลยแล้วมาคอมเมนต์แบ่งปันกันหน่อยว่าอยู่ในเกณฑ์ไหนกันบ้าง!

ที่มาข้อมูล: นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ สาขาวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือดภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (นิตยสารหมอชาวบ้าน) / ข้อมูลอัปเดตด้านสถานการณ์ NCDs โดย องค์การอนามัยโลก (WHO) และกระทรวงสาธารณสุข


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *