
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่าโรคความดันโลหิตสูงจนชินหูและอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วไปในผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุแต่ในทางเวชศาสตร์หลอดเลือดสมองภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่ไม่ได้รับการควบคุมคือภัยเงียบที่ค่อยๆกัดเซาะหลอดเลือดจนกลายเป็น ระเบิดเวลาที่พร้อมจะแตกออกได้ทุกวินาที! เกิดอะไรขึ้นในสมองเมื่อความดันสูงเรื้อรัง? ปกติแล้วระบบหลอดเลือดของมนุษย์มีความยืดหยุ่นและแข็งแรงมากหากความดันโลหิตสูงขึ้นเพียงชั่วคราว เช่น ตอนออกกำลังกาย ตื่นเต้น โมโหหรือตกใจหลอดเลือดก็ยังคงรับไหวแต่สำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเรื้อรัง (Hypertension) เลือดจะพุ่งฉีดด้วยแรงดันมหาศาลปะทะกับผนังหลอดเลือดอยู่ตลอดเวลาไม่เว้นแม้กระทั่งยามนอนหลับเปรียบเสมือนตลิ่งแม่น้ำที่โดนกระแสน้ำเชี่ยวกรากกัดเซาะทุกวินาทีจนเกิดความเสียหายเป็นขั้นเป็นตอน
- เยื่อบุชั้นในหลอดเลือด (Endothelium) เสียหายทำให้หยุดการสร้างไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide – NO) ซึ่งเป็นก๊าซสำคัญที่ช่วยขยายหลอดเลือดและลดการอักเสบ
- ชั้นกล้ามเนื้อเรียบถูกทำลายเซลล์กล้ามเนื้อที่คอยให้ความแข็งแรงเริ่มฝ่อและตายลง หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่นและกลายเป็นเส้นเลือดที่บางแต่แข็งกระด้าง
- เกิดหลอดเลือดโป่งพองขนาดเล็ก (Charcot-Bouchard Aneurysm) แรงดันที่ดันซ้ำๆ ทำให้ผนังหลอดเลือดบางจุดยื่นโป่งออกมา ซึ่งมีขนาดเล็กมากจนการตรวจทั่วไปมักมองไม่เห็นและพร้อมจะปริแตกทันทีเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น
จุดยุทธศาสตร์ในสมองที่เสี่ยงแตกมากที่สุดกลุ่มหลอดเลือดที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดคือ Small Penetrating Arteries ซึ่งเป็นเส้นเลือดขนาดเล็กที่แตกแขนงทำมุมรับแรงดันเลือดโดยตรง โดยมักเกิดเลือดออกในตำแหน่งสำคัญ ได้แก่
- เบซัล แกงเกลีย (Basal Ganglia) จุดยอดฮิตที่หมอมองเห็นจากภาพถ่ายรังสีแล้วจะนึกถึงความดันสูงเป็นอันดับแรก (ควบคุมการเคลื่อนไหว)
- ทาลามัส (Thalamus) ศูนย์กลางการรับส่งกระแสประสาท
- ก้านสมองส่วนพอนส์ (Pons) ศูนย์รวมการควบคุมใบหน้าและอวัยวะภายใน
- สมองน้อย (Cerebellum) ศูนย์ควบคุมการทรงตัวและการประสานงานของกล้ามเนื้อ
ตัวกระตุ้นนาทีวิกฤตและอาการเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์!เมื่อผนังหลอดเลือดบางจนถึงขีดสุดการพุ่งขึ้นของความดันอย่างรวดเร็วเพียงชั่วขณะ เช่น การเบ่งอุจจาระ, การไอ/จามอย่างรุนแรง, ความเครียดสะสมหรืออารมณ์โกรธฉุนเฉียวอาจกลายเป็นตัวจุดชนวนให้หลอดเลือดฉีกขาดทันที! เมื่อเลือดทะลักออกมาในกะโหลกศีรษะที่มีพื้นที่จำกัดก้อนเลือดจะสร้างแรงกดทับ Mass Effect ทำให้ความดันในกะโหลกสูงขึ้นเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนอื่นไม่ได้ และหากปล่อยไว้ร่างกายจะยิ่งดันความดันให้สูงขึ้นไปอีกเพื่อสู้กับก้อนเลือด Cushing Reflex จนส่งผลให้เกิดการเคลื่อนของเนื้อสมองไปกดก้านสมอง Tonsillar Herniation ซึ่งควบคุมการหายใจและการทำงานของหัวใจนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว 5 อาการเตือนวิกฤต (FAST & Beyond)
- ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน
- ปากเบี้ยวหน้าเบี้ยวยิ้มแล้วมุมปากตก
- แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีกหรืออ่อนแรงทั้งสองข้างอย่างฉับพลัน
- พูดไม่ชัดพูดลำบากหรือฟังคำสั่งไม่เข้าใจ
- เวียนศีรษะบ้านหมุนรุนแรงเดินเซทรงตัวไม่ได้หรือหมดสติ
คำแนะนำเพื่อความปลอดภัยป้องกันก่อนสายเกินแก้ภาวะเลือดออกในสมองจากความดันสูง เป็นสิ่งที่ป้องกันได้หากเราดูแลและควบคุมปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆด้วยหลักปฏิบัติดังนี้
- ตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรรักษาระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (ไม่เกิน 120/80 mmHg)
- ทานยาอย่างต่อเนื่องหากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงห้ามหยุดยาหรือปรับยาเองเด็ดขาดแม้จะไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม
- ปรับโภชนาการ (DASH Diet) ลดการบริโภคโซเดียม (เกลือ น้ำปลา อาหารแปรรูป) เพิ่มการทานผักผลไม้และอาหารที่มีโพแทสเซียม/แมกนีเซียมสูงเพื่อช่วยดูแลความยืดหยุ่นของหลอดเลือด
- เลี่ยงปัจจัยกระตุ้นความดันพุ่งระวังการเบ่งอุจจาระ (ควรทานไฟเบอร์และดื่มน้ำมากๆ เพื่อลดอาการท้องผูก) ฝึกบริหารความเครียดและหลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์รุนแรง
- งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สารพิษในบุหรี่และแอลกอฮอล์เป็นตัวเร่งให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัวและเสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้น
Leave a Reply