ภัยเงียบใกล้ตัว!เจาะลึกความสัมพันธ์AFibภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วตัวการใหญ่เสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองStrokeพุ่ง5เท่า

ในปัจจุบันโรคหลอดเลือดสมองหรือ Stroke ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและความพิการอันดับต้นๆ ของคนไทยแต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเบื้องหลังอาการอัมพฤกษ์อัมพาตเฉียบพลันอาจมีจุดเริ่มต้นมาจากความผิดปกติเล็กๆภายในห้องหัวใจที่ชื่อว่าภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation หรือ AFib) โรคที่เปรียบเสมือนระเบิดเวลาเงียบๆที่คนวัยทำงานและผู้สูงอายุไม่ควรมองข้าม AFib เกี่ยวข้องกับ Stroke อย่างไร? เมื่อเกิดภาวะ AFib กลไกการทำงานของหัวใจห้องบนจะสูญเสียจังหวะการเต้นที่ปกติส่งผลให้หัวใจเต้นสั่นพลิ้วและบีบตัวได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเลือดบางส่วนจึงเกิดการไหลวนตกค้างอยู่ภายในห้องหัวใจและเมื่อเลือดค้างนานเข้าก็จะเริ่มก่อตัวกลายเป็นลิ่มเลือดอันตรายขั้นวิกฤตคือหากลิ่มเลือดก้อนนี้หลุดออกจากหัวใจและถูกสูบฉีดเดินทางไปตามกระแสเลือดจนไปอุดตันที่หลอดเลือดสมองก็จะทำให้เกิด Stroke ชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) ทันทีข้อมูลทางการแพทย์ระบุชัดเจนว่าผู้ที่มีภาวะ AFib จะมีความเสี่ยงในการเกิด Stroke สูงกว่าคนปกติทั่วไปถึงประมาณ 5 เท่า โดยระดับความเสี่ยงที่แท้จริงของแต่ละบุคคลจะแปรผันตามอายุโรคประจำตัวร่วม เช่น ความดันโลหิตสูงโรคเบาหวานโรคหัวใจตลอดจนประวัติเคยเป็น Stroke หรือ TIA โรคสมองขาดเลือดชั่วคราวมาก่อนไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงความน่ากลัวของ AFib คืออาการมักมาแบบซ่อนเร้น

  • ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดขึ้นตลอดเวลาแต่หลายรายเกิดเป็นช่วงสั้นๆ แล้วกลับมาเต้นปกติเอง ทำให้ตรวจไม่พบความผิดปกติจากการทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพียงครั้งเดียว
  • แม้ตัวผู้ป่วยจะไม่รู้สึกใจสั่นหรือไม่มีความรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงก็ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย
  • ภาวะลิ่มเลือดในหัวใจยังคงสามารถก่อตัวขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ความรู้สึกว่าหัวใจปกติจึงไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าเราปลอดภัยจากความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

เช็กด่วน! อาการแบบไหนที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

แม้บางครั้งอาการจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วหายไปจนหลายคนเข้าใจผิดว่าเกิดจากความเครียดพักผ่อนน้อยหรือดื่มกาแฟอัดแน่นเกินไปแต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยควรระวัง:

  • รู้สึกใจสั่นหัวใจเต้นสะดุดหรือคลำชีพจรที่ข้อมือแล้วพบว่าเต้นไม่สม่ำเสมอ
  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติหายใจไม่อิ่มขณะทำกิจกรรมเบาๆ
  • มีอาการเวียนศีรษะหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมหรือความสามารถในการออกกำลังกายลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • คำแนะนำหากอาการเหล่านี้เกิดซ้ำควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์แม้ในวันที่ไปพบแพทย์อาการจะปกติแล้วก็ตาม

กลุ่มเสี่ยงใครบ้างที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ?

  • ผู้ที่มีอายุเพิ่มขึ้น (ความเสี่ยง AFib จะสูงขึ้นตามวัย)
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจบางชนิด ภาวะน้ำหนักเกิน/โรคอ้วน
  • ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) โรคไทรอยด์บางประเภท และกลุ่มคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำ
  • ผู้ที่เคยมีอาการ TIA (สมองขาดเลือดชั่วคราว) หรือ Stroke แต่ยังหาสาเหตุไม่พบ แพทย์อาจต้องแนะนำให้ตรวจติดตามจังหวะหัวใจอย่างละเอียดเนื่องจาก AFib มักซ่อนตัวและไม่แสดงอาการตลอดเวลา
สมาร์ตวอทช์ (Smartwatch) ช่วยตรวจได้จริงหรือ? ในยุคดิจิทัล นาฬิกาอัจฉริยะหรืออุปกรณ์สวมใส่สุขภาพกลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในการแจ้งเตือนอัตราการเต้นของหัวใจและความผิดปกติเบื้องต้นอย่างไรก็ตามคำเตือนจาก Smartwatch ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์เนื่องจากการแจ้งเตือนอาจเกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายสัญญาณรบกวนหรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดอื่นได้หากอุปกรณ์ของคุณแจ้งเตือนจังหวะหัวใจผิดปกติบ่อยครั้งสิ่งที่ควรทำคือนำข้อมูลดังกล่าวไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจยืนยันด้วยเครื่อง ECG หรืออาจต้องติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจระยะยาว เช่น Holter Monitor เพื่อความแม่นยำ

ตรวจพบเร็ว = ลดความเสี่ยงได้มากกว่า

ข่าวดีคือหากตรวจพบภาวะ AFib ได้ทันท่วงทีแพทย์จะมีแนวทางการดูแลรักษาเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแพทย์จะประเมินความเสี่ยงต่อการเกิด Stroke และความเสี่ยงเลือดออกของแต่ละคนร่วมด้วยเพื่อพิจารณาการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจจังหวะหัวใจและการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่เหมาะสม

ข้อควรระวังสำคัญ: ห้ามซื้อยา Aspirin หรือยาป้องกันลิ่มเลือดมารับประทานเองเด็ดขาดและสำหรับผู้ที่ได้รับยาจากแพทย์อยู่แล้วห้ามหยุดยาเองเพียงเพราะรู้สึกว่าอาการใจสั่นหายไป

เริ่มต้นสังเกตสุขภาพหัวใจตั้งแต่วันนี้

หัวใจที่ไม่ส่งเสียงเตือนไม่ได้แปลว่ากำลังเต้นเป็นปกติการรู้ว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะก่อนที่จะเกิดลิ่มเลือดย่อมดีกว่าการมารู้ความจริงครั้งแรกในวันที่เกิด Stroke ไปแล้ววันนี้ลองสละเวลาสั้นๆลองคลำชีพจรที่ข้อมือของตนเองสังเกตความสม่ำเสมอและหากพบความผิดปกติ เช่น ชีพจรเต้นสะดุดไม่สม่ำเสมอหรือมีอาการใจสั่นหน้ามืดเวียนหัวเป็นประจำควรรีบนัดพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินหัวใจให้แน่ชัด

กรณีฉุกเฉิน: หากพบคนใกล้ตัวมีอาการเตือนภัยโรคหลอดเลือดสมอง เช่น หน้าเบี้ยวมุมปากตกแขนขาอ่อนแรงข้างเดียวพูดไม่ชัดพูดอ้อแอหรือการมองเห็นพร่ามัวเฉียบพลันห้ามรอดูอาการเด็ดขาด! ให้รีบโทรแจ้งสายด่วนพยาบาลฉุกเฉิน 1669 เพื่อนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดภายใน “เวลาทอง” (Gold Time) ครับ


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *