
รายงานนี้มาจากมหาวิทยาลัยวิกตอเรียในบริติชโคลัมเบีย ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ และองค์กรอนุรักษ์ที่ไม่แสวงหากำไร ‘Raincoast Conservation Foundation’ ซึ่งได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานและการค้าสัตว์มีกระดูกสันหลังกว่า 47,665 สายพันธุ์
ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆนก สัตว์เลื้อยคลาน ปลา และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก พวกเขาพบว่าสัตว์ 14,633 สายพันธุ์ เท่ากับ 1 ใน 3 ของทั้งหมดที่ศึกษาถูกใช้ทำมาเป็น เสื้อผ้า ยาแผนโบราณ อาหาร และสัตว์เลี้ยงสัตว์กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ นก โดยกว่า 46% ของทั้งหมดใน 14,633 ชนิด ซึ่งถูกจับมาซื้อขายเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ รองลงมาคือสัตว์ทะเลราว 43% ของทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นปลาที่ถูกนำมาเป็นอาหารและยารักษาโรคต่อมาเป็นสัตว์น้ำจืดและสัตว์บกอื่นๆ ไล่ลงมาโดยรวมแล้วมนุษย์พรากสัตว์มาจากป่าเพื่อมาเป็นสัตว์เลี้ยงและค้าขาย สิ่งนี้ทำให้มนุษย์กลายเป็นผู้ล่าที่ฟุ่มเฟือยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และผลักดันให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นใกล้สูญพันธุ์
“การใช้ประโยชน์มากเกินไปอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อความหลากลายทางชีวภาพและการทำงานของระบบนิเวศ” Chris Darimont นักนิเวศวิทยาและผู้เขียนงานวิจัยกล่าวงานวิจัยยังเน้นย้ำด้วยว่าการเลือกสัตว์ของมนุษย์นั้นไม่ใช่การเลือกแบบสุ่มแต่เป็นการชี้เอาอย่างเฉพาะเจาะจงอย่างมาก เช่น นกเงือก ที่มนุษย์เลือกเอาสายพันธุ์นี้เพื่อจะฆ่ามันและเก็บกะโหลกไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น ซึ่งอันตรายต่อระบบนิเวศอย่างยิ่ง เพราะสัตว์แต่ละชนิดต่างก็มีความสำคัญในหน้าที่ของมัน“เรามีแนวโน้มที่จะสร้างความเสียหายให้กับสิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทพิเศษบางอย่างในระบบนิเวศ ซึ่งทำให้สปีชีส์นั้นไม่สามารถถูกแทนที่ได้” Darimont บอกแล้วเราจะลดผลกระทบได้ไหม? งานวิจัยประเมินว่าการลดปริมาณเนื้อสัตว์ประมาณ 1 มื้อต่อสัปดาห์ก็สามารถช่วยชีวิตสัตว์ได้ประมาณ 105 ตัวต่อปี การตระหนักรู้ สนับสนุนและมีส่วนร่วมในโครงการอนุรักษ์ที่สามารถช่วยได้เช่นกันเพื่อให้ธรรมชาติยังคงความหลากหลายไว้ได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/environman.th
Leave a Reply