
ถ้าให้เลือกเราก็คงอยากอยู่กับคนที่เราสบายใจนั่นแหละ แต่โลกของการทำงานเรา ไม่สามารถเลือกได้ขนาดนั้น จะขอปฏิเสธการร่วมงานก็ดูไม่เป็นมืออาชีพเอาซะเลย
ในขณะที่ความหลากหลายเป็นตัวขับเคลื่อนองค์กรแต่แน่นอนว่าทุกคนต่างที่มาต่าง ถิ่นฐานกันหมดการไม่ชอบใจไม่คลิ๊กกับใครสักคนก็คงไม่แปลกปัญหาเรื่องคนเป็น สิ่งที่ทำให้เราทุกข์ใจไม่ใช่น้อยเลยยิ่งเราไม่หาทางออกเพื่อตัวเองก็คงจะทุกข์เข้า ไปอีกบางครั้งการจะบอกให้อื่นเปลี่ยนอาจเป็นเรื่องที่ยากเราเลยมีคำแนะนำมาฝาก ทุกคนให้ลองหันมาจัดการกับความรู้สึกตัวเองกันสักหน่อยนะ แยะแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานให้ได้ อันดับแรกที่หลายคนมักจะบอกก็คือ ให้แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงาน ถ้าสิ่งที่เขาทำให้เราไม่ชอบนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว ก็ปล่อยเขาไป Ignore บ้างก็ได้ ไม่ต้องเก็บมาคิดให้เป็นทุกข์ โฟกัสเรื่องงานให้ สำเร็จตามเป้าหมายก่อนเป็นอันดับแรก หากสิ่งที่เราไม่ชอบคือการที่เขาทำงาน ไม่เก่งเราก็สามารถชี้แนะและให้คำแนะนำได้เหมือนกันนะ มองย้อนกลับมาที่ตัวเองก่อน ทุกความไม่ชอบของคนเราล้วนมีที่มานั่นแหละ และจำไว้เสมอว่า “เราไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอไป” ลองถามตัวเองก่อนว่า “เราไม่ชอบอะไรคนคนนั้น?” “เรามีอคติอะไรกับเขา?” มนุษย์เรามีสิ่งที่เรียกว่า “Confirmation Bias หรืออคติในการหาข้อมูลเพื่อยืนยันความเชื่อของตัวเองเท่านั้น” บางทีถ้าเราลองออกจากกรอบความคิดตัวเอง รับรู้ถึงอคติ เราก็จะมองเห็นถึงสถานการณ์ความเป็นจริงและปรับความคิดในทางที่ควรจะเป็นมากขึ้น อย่าลดทอนคุณค่าและทำร้ายอีกฝ่ายเพียงเพราะแค่ไม่ชอบกัน เมื่อเรามีคนที่ไม่ชอบ มันก็จะเกิดความคิดทางด้านลบ บางคนอาจถึงขั้นรอคอยวันที่เขาทำพลาดและไม่ช่วยเหลือ แต่หารู้ไม่สิ่งที่ทำให้เราเป็นคนมีพลังงานลบตลอดเวลากลายเป็นคนที่ไม่น่าทำงานด้วยไปเลยนะ ซึ่งจริงๆแล้วคนเราก็ผิดพลาดกันได้และแต่ละคนก็ต้องมีจุดแข็งที่องค์กรรับเข้ามาทำงานแค่ไม่ชอบกันไม่ได้แปลว่าต้องปิดกั้นไม่ยอมรับไม่รับฟังความคิดเห็นในการทำงาน และควรให้เกียรติทุกๆคนด้วยน้า คิดให้มากกว่าความรู้สึกที่ไม่ชอบ การมีสติควบคุมอารมณ์และการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจเป็นอีกสิ่งที่แสดงถึงศักยภาพในการจัดการและความเป็นผู้ใหญ่ของเราในขณะเดียวกันการโต้กลับแบบใช้อารมณ์ ใช้ความรุนแรงโดยขาดสติกลับเป็นสิ่งที่ทำลายบรรยากาศในการทำงานมากกว่านะ งานจะเสร็จได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าชอบหรือไม่ชอบใคร ตัวแปรที่สำคัญในการทำงานคือการสื่อสารและแก้ปัญหาตัวงานร่วมกันมากกว่า Empathy เป็นสิ่งสำคัญ! โลกยุคปัจจุบันทักษะทางเทคนิคและความรู้เฉพาะด้าน อาจไม่เพียงพอที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ สิ่งสำคัญที่องค์กรมองหาคือ “พลังแห่ง Empathy” หรือ “ความเห็นอกเห็นใจ” นั่นเอง บางครั้งมันเหมือนกับการคิดในมุมมองของ อีกฝ่ายทำให้เราเข้าใจการกระทำของอีกฝ่ายมากขึ้นก่อนการตัดสินแค่ผิวเผิน เช่น พนักงานคนนึงเราคิดว่าน่ารำคาญมากเพราะเขาชอบพูดแสดงความคิดเห็นงานคนอื่นไปซะหมดเลย หากเราลองมองอีกมุมแปลว่าเขาใส่ใจและให้ความสนใจกับเรื่องงานโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องมาสนใจด้วยซ้ำ เผลอๆ มันอาจจะเป็นข้อเสียจุดนึงของงานที่เรามองไม่เห็นก็ได้นะ เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะไม่ชอบใครแต่เราไม่จำเป็นต้องแบกความทุกข์นั้นไว้ตลอดเวลาก็ได้ ถ้าเราเอาพลังงานลบมาทำให้บรรยากาศในการทำงานของเรามันแย่ลงเกิดความรู้สึกไม่อยากทำงานสุดท้ายแล้วประสิทธิภาพของงานก็จะออกมาไม่ดีส่งผลเสียต่อตัวเราเองนั่นแหละ ปล่อยวางความเกลียดนั้นแล้วโฟกัสกับสิ่งที่ควรจะดีกว่าน้า
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/HealthAddictTh
Leave a Reply