
โรคลมหลับ คือ ปัญหาเรื่องการนอนหลับเรื้อรัง ที่มีอาการง่วงนอนตอนกลางวันมากผิดปกติ และรู้สึกง่วงนอนโดยฉับพลัน การทำให้ตัวเองรู้สึกตัวตื่นอยู่กลายเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ป่วยโรคลมหลับ โรคลมหลับมักทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด cataplexy ซึ่งเป็นการสูญเสียแรงกล้ามเนื้ออย่างเฉียบพลันเป็นอาการที่ถูกกระตุ้นโดยอารมณ์รุนแรง ปัจจุบันยังไม่พบวิธีรักษาโรคลมหลับแต่เราสามารถดูแลอาการได้โดยการรับประทานยาการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และการได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนและคนรอบข้าง
ปกติเราจะเข้าสู่การนอนหลับผ่านช่วงการนอนหลับตื้น หรือ Non-rapid eye movement (NREM) Stage N1 ซึ่งความถี่คลื่นสมองเริ่มช้าลง ตามด้วยการนอนหลับที่ระดับลึกขึ้น คือ Stage N2 และ N3 แล้วจึงค่อยย้อนทางหลับตื้นขึ้นจนเข้าสู่การหลับแบบ Rapid Eye Movement (REM) ซึ่งเราจะฝันในช่วงนี้ ผู้ป่วยโรคลมหลับจะเข้าสู่การหลับในระดับ REM ทันทีโดยไม่ผ่านช่วงนอนหลับแบบ NREM ไม่ว่าจะเป็นการนอนตอนกลางวันหรือกลางคืน ในขณะที่ตื่นหรือเริ่มง่วงผู้ป่วยอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบ cataplexy รู้สึกว่าร่างกายเป็นอัมพาตตอนนอนหรือที่เราเรียกว่า ผีอำ และเห็นภาพหลอน ซึ่งคล้ายกับการฝันตอนนอนหลับลึกประเภทของโรคลมหลับโรคลมหลับประเภทที่ 1 เป็นโรคลมหลับพร้อมกับมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด cataplexy โรคลมหลับประเภทที่ 2 เป็นโรคลมหลับที่ไม่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงอาการของโรคลมหลับอาการง่วงนอนมากผิดปกติ ทําให้ผู้ป่วยหลับได้ทุกที่ทุกเวลาโดยอาจผล็อยหลับไปในขณะที่ทำงานหรือคุยอยู่โดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้าหลังจากตื่นนอนผู้ป่วยจะรู้สึกสดชื่น แต่ในไม่ช้าก็จะผล็อยหลับไปอีกผู้ป่วยจึงมีปัญหาในการจดจ่อกับการทำงานการเรียนหนังสือหรือการทำกิจกรรมประจําวันอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด cataplexy เป็นอาการที่บังคับกล้ามเนื้อไม่ได้ เกิดขึ้นเมื่อมีอารมณ์รุนแรง เช่น ความรู้สึกกลัว โกรธ ตื่นเต้น เป็นต้น เมื่อผู้ป่วยหัวเราะอาจเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เช่น คอตก เข่าอ่อน ผู้ป่วยโรคลมหลับบางรายเท่านั้นที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงการเป็นอัมพาตตอนนอน หรือ ผีอำ เป็นอาการที่ขยับเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้เมื่อผล็อยหลับหรือกำลังตื่นนอน มักเกิดขึ้นเพียง 2-3 วินาทีหรือ 2-3 นาที แต่อาจทำให้ผู้ป่วยกลัวการเป็นอัมพาตตอนนอนคล้ายกับกลไกของร่างกายตอนหลับลึก ซึ่งจะป้องกันร่างกายไม่ให้ขยับไปมาขณะฝัน ผู้ที่มีอาการอัมพาตตอนนอนอาจไม่ได้เป็นโรคลมหลับ ผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคลมหลับอาจรู้สึกเป็นอัมพาตตอนนอนหรือผีอำได้หลายครั้งการเห็นภาพหลอน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทเห็นภาพหลอนตอนผล็อยหลับเห็นภาพหลอนตอนเริ่มรู้สึกตัวตื่นนอนการเห็นภาพหลอนอาจรู้สึกสมจริงและน่ากลัวสำหรับผู้ป่วยโรคลมหลับเพราะผู้ป่วยยังหลับไม่สนิทและคิดว่าความฝันคือความจริงสาเหตุของโรคลมหลับยังไม่ทราบสาเหตุของโรคลมหลับ แต่พบว่าผู้ป่วยโรคลมหลับแบบที่ 1 และผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบ cataplexy มีระดับไฮโปครีติน (hypocretin) ต่ำ ไฮโปครีตินเป็นสารสื่อประสาทในสมองที่สั่งการให้ร่างกายตื่นและหลับลึกการสูญเสียเซลล์ผลิตไฮโปครีตินในสมองอาจเป็นผลมาจากโรคแพ้ภูมิตัวเองการที่สมองได้รับบาดเจ็บ เนื้องอกในสมอง การติดเชื้อ หรือสัมผัสสารพิษ หรือไข้หวัดหมู ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคลมหลับเท่าที่ทราบนั้นมีไม่มากนัก เช่น อายุ ผู้ป่วยโรคลมหลับมักเริ่มมีอาการเมื่ออายุ 10-30 ปี ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวสายตรงเป็นโรคลมหลับมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคลมหลับสูงถึง 20 ถึง 40 เท่า ภาวะแทรกซ้อน โรคอ้วนการเคลื่อนไหวร่างกายในเวลากลางวันที่น้อยลงจะทำให้ระบบการเผาผลาญอาหารต่ำและมวลกล้ามเนื้อลดลงการได้รับบาดเจ็บทางกายความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บทางร่างกายเพิ่มสูงขึ้นเพราะผู้ป่วยอาจทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายหากผล็อยหลับขณะขับรถหรือทำอาหารปัญหาด้านการมีปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่นอารมณ์โกรธ มีความสุข หรืออารมณ์รุนแรงอื่นๆอาจไปกระตุ้นอาการโรคลมหลับ ผู้ป่วยโรคลมหลับอาจผล็อยหลับไปและไม่มีส่วนร่วมทางสังคมระหว่างงานพบปะสังสรรค์ ส่งผลต่อการเข้าสังคมและทำให้ผู้ป่วยแยกตัวเองออกจากผู้อื่นความเข้าใจผิดเรื่องอาการของโรคผู้ที่ไม่รู้จักและเข้าใจอาการของโรคลมหลับอาจมองว่าผู้ป่วยแค่ขี้เกียจหรือขี้เซาอาการง่วงนอนตอนกลางวันมากผิดปกติยังเป็นอุปสรรคต่อการเรียนและการทำงานการตรวจวินิจฉัยโรคลมหลับการวิเคราะห์การนอนหลับเชิงลึกจะดําเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับเพื่อวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรคลมหลับและตัดสาเหตุอื่นๆออกไป เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับและการอดนอนการซักถามประวัติการนอนหลับ รวมถึงการพูดคุยถึงนิสัยการนอนหลับในแต่ละวันและการทํา Epworth Sleepiness Scale ซึ่งเป็นแบบสอบถามเพื่อวัดระดับความง่วงนอนการบันทึกการนอนหลับ ทำได้โดยการเขียนไดอารี่การนอนหลับเพื่อบันทึกตารางการตื่นนอนและการนอนหลับโดยแพทย์อาจให้ผู้ป่วยใส่ actigraph ซึ่งคล้ายกับนาฬิกาข้อมืออัจฉริยะ (smart watch) เพื่อประเมินการทำกิจกรรมระหว่างวัน รูปแบบการนอนหลับและตื่นนอน และนาฬิกาชีวิต (circadian rhythms)การตรวจการนอนหลับ (Polysomnography) คือการสังเกตการหายใจและวัดคลื่นไฟฟ้าของสมองและหัวใจและการเคลื่อนไหวของดวงตาและกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยอาจต้องนอนที่โรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจการตรวจความง่วงนอน (Multiple sleep latency test) เป็นการตรวจเวลาที่เริ่มง่วงนอน ผู้ที่เป็นโรคลมหลับจะหลับง่ายและมักเริ่มหลับลึกภายใน 15 นาทีการรักษาโรคลมหลับการใช้ยารักษาโรคลมหลับการใช้ยามีวัตถุประสงค์เพื่อลดอาการง่วงนอนตอนกลางวันที่มากเกินไปและเพิ่มความตื่นตัว
ยากระตุ้น เช่น โมดาฟินิล (modafinil) และอาร์โมดาฟินิล (armodafinil) เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยตื่นในตอนกลางวันโดยอาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการวิตกกังวล ปวดศีรษะและคลื่นไส้ แต่มักพบได้น้อยยาโซเดียมออกซีเบต (Sodium oxybate) สามารถรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด cataplexy ได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยเรื่องการนอนในตอนกลางคืนยาต้านเศร้ากลุ่มไตรไซคลิก (Tricyclic antidepressants) เช่น ยาอิมิพรามีน (imipramine) ยาโพรทริปไทลีน (protriptyline) และยาโคลมิพรามีน (clomipramine) มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด cataplexy แต่อาจทําให้เกิดผลข้างเคียง เช่น วิงเวียนศีรษะและปากแห้งในขณะที่รับประทานยาเหล่านี้ ควรหลีกเลี่ยงยาหรือผลิตภัณฑ์แก้แพ้ (antihistamine) เพราะยาแก้แพ้จะต้านฮีสตามีน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้สมองตื่นตัว การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตสามารถช่วยจัดการกับอาการของโรคได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นมีนิสัยการนอนหลับที่ดีและทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอนอนหลับและตื่นเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน หลีกเลี่ยงการนอนดึกในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ทําให้ห้องนอนเป็นสถานที่ที่เหมาะต่อการนอนหลับ สภาพแวดล้อมในห้องนอนควรมืด เงียบ เย็นสบายและสะดวกสบาย นำทีวี คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์ไปไว้นอกห้องนอนกำหนดกิจวัตรก่อนนอน เช่น อาบน้ำอุ่น นั่งสมาธิ หรือฟังเพลงเบาๆก่อนเข้านอนเป็นต้นหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน การสูบบุหรี่ หรือการรับประทานอาหารหรือน้ำในปริมาณมากก่อนนอนบทความโดย นพ.สุรศักดิ์ โกมลจันทร์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :https://www.medparkhospital.com/
Leave a Reply