
รายงานใหม่จากสถาบันวิจัยมหาสมุทรศาสตร์ Scripps Institution of Oceanography ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ระบุว่าความเข้มข้นเฉลี่ยของระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกในเดือนมีนาคมปี 2024 นั้นสูงทำลายสถิติในช่วง 12 เดือน ที่ผ่านมาโดยกล่าวเพิ่มเติมว่าแม้จะระดับความเข้มข้นที่สูงขึ้นจะได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ เอลนีโญ ในช่วงก่อนหน้า แต่ปัจจุบันสภาพอากาศได้ลดลงไปแล้วดังนั้น การเพิ่มขึ้นนี้จึงมาจากเหตุผลเดียวคือ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการตัดไม้ทำลายป่า “เราเสียใจที่อัตราการเพิ่มขึ้นของ CO2 ยังคงทำลายสถิติต่อเนื่อง” Ralph Keeling ผู้อำนวยการโครงการ CO2 กล่าว “เหตุผลเด่นชัดที่สุดคือการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในด้านการบริโภคเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลก เราไม่เพียงแต่ทำลายสถิติความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น แต่ยังทำลายสถิติความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย”
ในเดือนมิถุนายนปี 2023 ทางองค์การบริหารมหาสมุทรศาสตร์และชั้นบรรยากาศแห่งชาติ สหรัฐฯ (NOAA) ได้ประกาศว่าความเข้มข้นของ CO2 ทั่วโลกอยู่ที่ระดับ 421 ppm ซึ่งสูงกว่าช่วงยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมถึง 50% และสูงสุดในรอบหลายล้านปี แต่การอ่านค่าล่าสุดจากรายงานนี้ระบุว่าตัวเลขนั้นพุ่งสูงไปอยู่ที่ 426 ppm ข้อมูลเหล่านี้ได้มาจากสถานีตรวจวัดที่ตั้งอยู่บนภูเขาไฟ Mauna Loa ในฮาวาย ซึ่งเริ่มวัดค่าตั้งแต่ปี 1958 นักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า CO2 มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี ซึ่งมาจากปริมาณโรงงานไฟฟ้า รถยนต์ รถบรรทุกและอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้พลังงานฟอสซิลที่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับแล้ว ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงก่อนอุตสาหกรรมนั้นอยู่ที่ประมาณ 280 ppm มานานกว่า 6,000 ปี การเพิ่มขึ้นดังกล่าวจึงสร้างการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้านที่อารยธรรมมนุษย์ไม่เคยเจอมาก่อนไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อนที่เกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น น้ำท่วม ความแห้งแล้งและไฟป่า มนุษย์ยุคปัจจุบันกำลังเจอสภาพอากาศสุดขั้วแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นว่าเรายังต้องไปไกลอีกแค่ไหนเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบภูมิอากาศ” Keeling กล่าว “การรักษาเสถียรภาพจะทำให้ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง แทนที่จะเพิ่มขึ้นอย่างในปัจจุบัน”
“กิจกรรมของมนุษย์ส่งผลให้ CO2 พุ่งสูงขึ้น มันทำให้ผมเศร้ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด มันน่าเศร้ากับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่” Keeling กล่าวเสริม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/environman.th
Leave a Reply