รู้จัก ‘มิธริเดตี’ยาถอนสารพัดพิษในตำนานของยุโรปที่ว่ากันว่าผู้รับมันเข้าสู่ร่างกายจะไม่มีพิษใดทำอันตรายได้อีก

ยาที่รักษาได้สารพัดโรค นับเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์มาตั้งแต่อดีต แต่ในความเป็นจริง ในยุโรปมีความเชื่อกันว่าเคยมียาชนิดนี้อยู่จริงๆ เพียงแต่ ‘สูตร’ ของมันสูญหายไปแล้ว
และเรากำลังพูดถึงยาชื่อว่า ‘มิธริเดตี’ (Mithridate) ตลอด 2,000 ปีที่ผ่านมา มันเป็นสุดยอดยาของฝั่งยุโรปที่พวก ‘แพทย์หลวง’ ในวังต้องพยายามปรุงให้เหล่าพระราชา-พระราชินีกินกันในยามเจ็บป่วยจักรพรรดิโรมัน กษัตริย์ฝรั่งเศส และราชินีอังกฤษ ในประวัติศาสตร์เคยกินยานี้มาแล้วทั้งนั้น และนี่คือยาที่ถือว่าวิเศษที่สุดของฝั่งยุโรป ก่อนที่จะเกิดความรู้ด้านเคมีสมัยใหม่และ ‘ยาแผนปัจจุบัน’ แต่เราอยากเริ่มจาก ‘ตำนาน’ ของมันก่อน ตำนานเล่าว่า ยานี้คือยาลับของพระเจ้ามิธริเดตีสที่ 6 แห่งอาณาจักรปอนตัส ซึ่งเคยตั้งอยู่เมื่อราว 2,000 กว่าปีก่อน บริเวณประเทศตุรกีในปัจจุบัน โดยอาณาจักรนี้ถือเป็นอาณาจักรของชาวกรีกที่สืบทอดมาจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช และก็มีความมั่นใจในความยิ่งใหญ่ระดับยกทัพไปซัดกับอาณาจักรโรมันในยุครุ่งเรืองของจักรวรรดิมาแล้วด้วยจริงๆ พระเจ้ามิธริเดตีสที่ 6 ก็เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักร และเรื่องราวเขาก็มีเยอะแยะมากมายแบบแยกเป็นอีกหนึ่งบทความได้ แต่ในที่นี้สิ่งที่อยากจะเล่าก็คือ สิ่งที่ทำให้ ‘ฉายา’ ของพระเจ้ามิธริเดตีส ที่ 6 คือ ‘ราชาแห่งพิษ’ เรื่องเริ่มจากว่าพระเจ้ามิธริเดตีสที่ 5 โดน ‘ลอบปลงประชนม์’ ด้วยการวางยาพิษ ลูกชายคือพระเจ้ามิธริเดตีสที่ 6 ต้องระหกระเหินเข้าป่าเป็นเวลาเวลายาวนานกว่าจะกลับมา ‘ทวงบัลลังก์’ ได้ โดยในขณะที่เข้าป่า ความมุ่งมั่นของพระเจ้ามิธริเดตีสที่ 6 คือยังไงก็จะไม่ตายด้วยพิษแบบ ‘พระบิดา’ เขาเลยค่อยๆ ให้ร่างกายรับพิษต่างๆ ในป่าทีละน้อยเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันพิษ ไม่ว่าพิษนั้นจะมาจากต้นไม้หรือสัตว์มีพิษในป่า ผลก็คือตอนทวงบังลังก์ได้สำเร็จ ก็แทบไม่มีพิษปกติใดๆ สามารถทำอันตรายพระเจ้ามิธริเดตีสที่ 6 ได้
แต่กระนั้นเอง พระเจ้ามิธริเดตีสที่ 6 ก็ยังไม่พอใจ เขาต้องการจะมีชัยเหนือพิษใดๆ ในโลก เลยคิดค้นวิจัยยาสูตรลับ ที่กินเข้าไปจะทำให้ร่างกายสามารถต้านพิษทั้งหลายที่มนุษย์เคยรู้จักได้ทั้งหมด และยาตัวนี้เองที่เป็นที่รู้จักกันในภายหลังว่า ‘มิธริเดตี’ (Mithridate)
นี่คือ ‘ตำนาน’ ของพระเจ้ามิธริเดตีสที่ 6 ที่เล่าขานกันในยุคนั้น และก็ว่ากันว่าภายหลังจากพระเจ้ามิธริเดตีสที่ 6 ได้พ่ายแพ้ต่อกองทัพโรมัน (จริงๆ คือโหดจัดๆ ไปบุกโรมันก่อนด้วย และเขารบกันหลายรอบกว่า 20 ปีกว่าจะรู้ผล) สุดท้ายต้องการจะตายอย่างสมศักดิ์ศรีเยี่ยงกษัตริย์ เลยพยายามจะวางยาพิษตัวเอง แต่ผลคือไม่สามารถหาพิษใดทำอันตรายตนเองได้ สุดท้ายเลยสั่งให้นายทหารคนสนิทใช้ดาบแทงทะลุอกในที่สุดเพื่อจบชีวิตไม่มีใครรู้ว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่ แต่สำหรับคนโรมัน ‘ราชาแห่งพิษ’ ผู้นี้มีสูตรยาลับบางอย่างซ่อนอยู่ในวังแน่ๆ ซึ่งตอนพวกโรมันมาบุกอาณาจักรปอนตัส บันทึกบางอย่างเกี่ยวกับยาก็ถูกเผาไป แต่บางส่วนยังถูกเก็บกลับไปที่โรมัน และนั่นคือจุดเริ่มของประวัติศาสตร์ 2,000 ปีของยาที่เรียกว่า ‘มิธริเดตี’ โดยพวกโรมันพยายามปะติดปะต่อสูตร ‘มิธริเดตี’ ขึ้น ซึ่งเป้าหมายก็คือการปรุงยาที่ ‘รักษาได้ทุกอาการ’ เพราะยุคนั้นเขาเชื่อว่าความเจ็บป่วยใดๆ มันเกิดจาก ‘พิษ’ รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งทั้งหมด (เราไม่ขอพูดถึงทฤษฎีที่ว่าความเจ็บป่วยเกิดจากความไม่สมดุลของของเหลว 4 ธาตุของฝั่งยุโรปในที่นี้ เพราะมันจะซับซ้อนเกินไป แต่หลักๆ คือในยุคนั้น เวลาเจ็บป่วยเขาจะอธิบายว่าธาตุต่างๆ ในร่างกายมัน ‘เป็นพิษ’) ดังนั้นถ้าถามว่า ‘มิธริเดตี’ คืออะไร? หรือมีส่วนประกอบอะไรบ้าง? คำตอบมันไม่มีทางตายตัว เพราะสูตรในแต่ละยุคก็ต่างกันไป มีตั้งแต่ใส่ส่วนประกอบ 50-60 อย่าง ไปจนถึงใส่เป็น 100 อย่าง ส่วนประกอบมีตั้งแต่ส่วนต่างๆ ของสารพัดพืชสมุนไพร ยางไม้ หรือกระทั่งเนื้อสัตว์มีพิษ มันมีความเป็นทั้งสูตรลับ และเป็นทั้งยาที่ค่อยๆ ‘อัปเดต’ เวอร์ชันมาเรื่อยๆ ให้ต้านพิษได้มากขึ้น ไม่ต่างจากการอัปเดตโปรแกรมแอนตีไวรัส แต่ทั้งหมดเป้าหมายก็คือต้องการจะผลิตยาที่ทำให้พระเจ้า มิธริเดตีสที่ 6 เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้านทานพิษได้ทุกชนิดตามตำนานและมันก็เป็นตำนานจริงๆ คือกินกันมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาลในช่วงที่โรมันยังไม่เป็นจักรวรรดิมาจนถึงศตวรรษที่ 19
และถ้าถามว่าทำไมเลิกกินในที่สุด คำตอบก็คือมันเกิดการ ‘ปฏิวัติ’ ความรู้ทางการแพทย์ และ ‘ปฏิวัติ’ ในทางเคมีในยุคเดียวกัน ซึ่งอธิบายง่ายๆ คือศตวรรษที่ 19 เป็นยุคแรกที่มนุษย์เข้าใจว่าเหตุของโรคส่วนใหญ่ที่ฆ่ามนุษย์มันคือ ‘เชื้อโรค’ และวิธีการรักษาโรคคือการใช้สารเคมีเพื่อ ‘ฆ่าเชื้อโรค’ ให้ได้ ซึ่งในยุคนี้เองก็มีการสังเคราะห์สารเคมีใหม่ๆ มากมาย และคนก็ทดลองไปเรื่อยๆ จนพบว่าสารเคมีหลายๆ ตัวใช้เป็น ‘ยา’ ได้ และมันเป็นยาที่ดีกว่า ‘ยาลับโบราณ’ อย่าง ‘มิธริเดตี’ ซึ่งนั่นก็ทำให้มันเสื่อมความนิยมไปในที่สุด ไม่ได้ต่างจากยาแผนโบราณอื่นๆ ที่สุดท้ายก็ถูกแทนที่ด้วยยาแผนปัจจุบันที่มีประสิทธิภาพกว่า

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/brandthink.me


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *