
- “ช่วงนี้ยุ่งมาก ประชุมแน่นทั้งวัน แทบไม่ได้พักกินข้าว”
- “เมื่อคืนปั่นงานยันตีสอง วันนี้ต้องตื่นมาเข้าออฟฟิศแต่เช้าอีกแล้ว”
ประโยคเหล่านี้อาจฟังดูเป็นเรื่องปกติของคนทำงานยุคนี้แต่หากเกิดขึ้นซ้ำๆในลักษณะของการประกาศให้คนรอบข้างรับรู้ว่าฉันยุ่งและเหนื่อยแค่ไหนพฤติกรรมนี้อาจกำลังเข้าข่ายภาวะที่เรียกว่า Busy Bragging หรือการใช้ความยุ่งและความเครียดมาเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์และคุณค่าให้ตนเองในที่ทำงานหากย้อนกลับไปในอดีตเราคุ้นชินกับการอวดความมั่งคั่งผ่านสินค้าแบรนด์เนมแต่ในปัจจุบันวัฒนธรรมการทำงานได้เปลี่ยนผ่านให้ความไม่มีเวลากลายเป็นเครื่องประดับชิ้นใหม่ของคนเมืองแต่คำถามคือทำไมหลายคนจึงยังเลือกที่จะบอกโลกว่าตัวเองมีงานล้นมืออยู่เสมอทั้งที่มันไม่ได้ช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นเลย?
1. เมื่อความเหนื่อยยากกลายเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศ (Badge of Honor)
รากเหง้าของพฤติกรรมนี้เติบโตมาจากวัฒนธรรม Hustle Culture ในช่วงทศวรรษ 1990 ถึงต้นปี 2000 ที่ผูกโยงการทำงานหนักเข้ากับความสำเร็จยิ่งประกอบกับยุคสมัยของโซเชียลมีเดียอย่าง LinkedIn, TikTok หรือ Instagram ที่เปิดพื้นที่ให้คนโชว์ภาพการตื่นเช้าและทำงานข้ามคืนก็ยิ่งทำให้ผู้คนเสพติดการทำงานหนักเมื่อหัวหน้างานและองค์กรมักเผลอยกย่องพนักงานที่ทุ่มพลังทุกอย่างจนแลกมาด้วยสุขภาพส่วนตัวมนุษย์ออฟฟิศจึงถูกปลูกฝังแนวคิด Rise and Grind โดยไม่รู้ตัวจนเผลอมองว่าการอดนอนการงดมื้อเที่ยงและการสแตนด์บายตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเครื่องหมายเชิดชูเกียรติโดยหารู้ไม่ว่าพฤติกรรมเหล่านี้กำลังทำลายสมดุลชีวิตอย่างเงียบๆ
2. ผลกระทบเชิงลบยิ่งอวดยิ่งดูไม่โปรฯ แถมเสี่ยงพาเพื่อนร่วมงานหมดไฟตาม
หลายคนอาจคิดว่าการบ่นเรื่องงานยุ่งเป็นการระบายความอัดอั้นหรือต้องการสื่อว่าตนเองคือคนสำคัญที่องค์กรขาดไม่ได้แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ผู้พูดต้องการสื่อกับสิ่งที่คนฟังรับสาร มักสวนทางกันโดยสิ้นเชิงงานศึกษาจากวารสารวิชาการ Personnel Psychology (2024) โดยศาสตราจารย์เจสสิกา โรเดลล์ จากมหาวิทยาลัยจอร์เจียได้ทำการศึกษาพฤติกรรมลักษณะนี้ พบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า
- ภาพลักษณ์ติดลบ: คนที่ชอบโอ้อวดความเครียดมักถูกประเมินจากเพื่อนร่วมงานว่าเป็นคนที่มีความเป็นมิตรและความสามารถน้อยกว่าเมื่อเทียบกับคนที่พูดคุยเรื่องงานอย่างเป็นกลาง
- ระบาดวิทยาของความเครียด: การฟังคนอื่นบ่นหรือโอ้อวดเรื่องความเครียดเป็นประจำจะส่งผลให้เพื่อนร่วมงานมีระดับความเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟ (Burnout) สูงขึ้นตามไปด้วยเนื่องจากความเครียดเป็นสิ่งที่ส่งต่อถึงกันได้ง่าย
3. ‘ยุ่ง’ ไม่เท่ากับโปรดักทีฟแถมยังฉุดประสิทธิภาพงานลดลง 25%
ด้าน มอร์แกน สเปอร์ล็อก (Morgan Spurlock) ผู้สร้างภาพยนตร์สารคดีชื่อดังเคยให้มุมมองไว้อย่างน่าคิดว่าความยุ่งคือการหาเรื่องใส่ตัวเพื่อให้ดูมีอะไรทำแต่ความโปรดักทีฟคือการมีเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานนอกจากนี้การพยายามทำตัวยุ่งมักนำไปสู่พฤติกรรม Multitasking หรือการจับจดหลายอย่างพร้อมกัน ซึ่งงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน โดย เดวิด เมเยอร์ พบว่าการสลับหน้างานไปมาตลอดทั้งวันยิ่งเพิ่มเวลาที่ต้องใช้ในการทำงานแต่ละชิ้นให้ช้าลงถึง 25% และข้อมูลจาก Microsoft ยังชี้ว่าเมื่อคนเราถูกขัดจังหวะด้วยข้อความหรืออีเมลสมองต้องใช้เวลาราว 15 นาทีขึ้นไปกว่าจะกลับมาจดจ่อกับงานตรงหน้าได้อีกครั้ง
4. ทางออกสู่ความสมดุลหมดยุคทำตัวยุ่งสู่ยุคดูแลสุขภาพใจ
กระแสความตระหนักรู้หลังยุคโควิด-19 ทำให้เทรนด์การทำงานเปลี่ยนไปพนักงานเริ่มปฏิเสธวัฒนธรรมพิษภัยเหล่านี้ผ่านเทรนด์อย่าง Quiet Quitting (ทำงานตามหน้าที่เพื่อรักษาสุขภาพจิต) หรือ Bare Minimum Mondays เพื่อลดความเครียดในเช้าวันจันทร์
คำแนะนำสำหรับคนทำงานและองค์กร
- สำหรับคนทำงาน: หากคุณกำลังเครียดหรือมีงานล้นมือจริงๆทางออกที่ดีที่สุดไม่ใช่การประกาศกลางออฟฟิศแต่เป็นการนัดคุยกับหัวหน้างานเพื่อจัดลำดับความสำคัญ (Prioritize) และเจรจาเรื่องเดดไลน์อย่างมืออาชีพ
- สำหรับหัวหน้างาน: ควรสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่วัดผลลัพธ์ของงาน (Output) มากกว่าจำนวนชั่วโมงที่นั่งแช่อยู่ในออฟฟิศเพื่อป้องกันภาวะ Burnout ของคนในทีม
ดังที่โซเครตีสนักปราชญ์กรีกโบราณเคยกล่าวเตือนไว้ว่าจงระวังความว่างเปล่าของชีวิตที่เอาแต่ยุ่งเหยิง (Beware the barrenness of a busy life) ถึงเวลาแล้วที่เราจะหันมาทบทวนตารางชีวิตว่าเรากำลังใช้ชีวิตอย่างมีความหมายหรือแค่เติมตารางเวลาให้แน่นจนลืมดูแลหัวใจและสุขภาพของตัวเองกันแน่?
ชวนคุณมาพูดคุย: แล้วในออฟฟิศของคุณล่ะครับเคยเจอคนที่ชอบ ‘Busy Bragging’ หรือตัวคุณเองเผลอทำพฤติกรรมนี้อยู่หรือเปล่า? มาแชร์มุมมองกันได้ในคอมเมนต์ครับ
Leave a Reply