
เคยสงสัยกันไหมว่า…ทำไมหลายๆ คนถึงเลือกศิลปะเป็นสิ่ง ‘ฮีลใจ’ หรือยึดเหนี่ยวทางอารมณ์เมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์มนุษย์นั้นค้นพบความผ่อนคลายจากการ ‘สร้างสรรค์’ งานศิลปะ ในขณะเดียวกันที่การเป็น ‘ผู้ชม’ ผลงานศิลปะก็สร้างความสุขให้ได้เช่นกัน
คาริน ฮินด์สโบ (Karin Hindsbo) ผู้อำนวยการหอศิลป์ Tate Modern ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร กล่าวว่าการได้ชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ของผู้อื่นได้เห็นมุมมองที่แตกต่างออกไประหว่างตนเองและศิลปิน และการได้แบ่งปันประสบการณ์เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากการสร้างความสัมพันธ์ให้คนเรามีปฏิสัมพันธ์ (reaction) กับสิ่งต่างๆรอบตัวทั้งนี้ ฮินด์สโบ ยังร่วมแสดงความคิดเห็นว่าเมื่อตนเองได้เข้ามาชมแกลเลอรีและเดินออกจากสถานที่แห่งนี้แล้ว ก็มักจะรู้สึกมีพลังได้รับแรงบันดาลใจ และยกระดับจิตใจให้ดีขึ้น และสิ่งเหล่านี้คงไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับตนเองแน่นอนนอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาจากงานวิจัยชื่อว่า ‘Your Brain on Art: The Case for Neuroaesthetics’ เมื่อปี 2019 ที่ระบุว่า การชมงานศิลปะสามารถจุดประกายความสุขในสมองได้เพราะขณะที่คนเราได้ชื่นชมงานศิลปะสมองจะปล่อยโดปามีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่จะหลั่งเมื่อรู้สึกดีมีความสุขหรือประทับใจจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการไป แกลเลอรีจึงมีประโยชน์เทียบเท่ากับการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ ‘หนาวเย็น’ และ ‘มืดมน’ สอดคล้องกับ อเล็กซ์ มังก์ (Alex Monk) นักศิลปะบำบัดในกรุงลอนดอนที่กล่าวว่า การชมงานศิลปะด้วยตนเองในแกลเลอรีเป็นการ ‘ยกระดับ’ ประสบการณ์ มากกว่าการที่เราเห็นแค่ภาพผ่านช่องทางอื่นๆ ที่ไม่ได้มาสัมผัสใกล้ชิดด้วยตัวเองเนื่องจากผลงานศิลปะอาจเป็น ‘กลิ่น’ ที่สามารถสัมผัสได้แต่เพียงในแกลเลอรีเท่านั้น หรืออาจเป็น ‘ความแวววาวของสี’ ที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ได้ และบางครั้งเราเองอาจจะสามารถโต้ตอบ (reaction) กับงานศิลปะได้ในอีกระดับหนึ่ง นอกจากนี้ มังก์ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่ายังมีความเกี่ยวข้องด้านอื่นๆ ที่ใช้อธิบายว่าทำไมเมื่อเราชมงานศิลปะจึงมีความสุข เช่น สถานที่หรือพื้นที่จัดแสดงที่ทำให้ผู้ชมต้องเดินไปรอบๆ แกลเลอรีเพื่อชมภาพวาดหรือประติมากรรม ซึ่งก็เป็นปัจจัยสำคัญมากที่ทำให้การชมงานศิลปะทำให้เกิดความสุขได้ส่วน โซฟี ดอบเบิลแลร์ (Sofie Dobbelaere) นักศิลปะบำบัดจากน็อตติงแฮม (Nottingham) ยอมรับว่าการไปแกลเลอรีเพื่อชมงานศิลปะอาจเป็นประสบการณ์การเยียวยาที่ทรงพลังเพราะเมื่อเรามองดูงานศิลปะเราได้เชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์ของเราและด้วยเหตุนี้เรา จึงถูกดึงเข้าสู่การสนทนากับบางสิ่งที่อยู่รอบตัวเราได้มังก์ยังเสริมอีกว่าปัจจุบันมนุษย์เรานั้นอาศัยอยู่ในวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่อาจเกิดขึ้นจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปหรือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยขึ้น เช่น ความเร็วของเวลาที่เกิดขึ้นขณะที่เล่นโทรศัพท์มือถือการเสพผลงานศิลปะจึงเป็นการท้าทายเวลาหรือความเร็วที่ถูกกำหนดในการใช้ชีวิตตามปกติที่สร้างขอบเขตในชีวิตที่เกิดขึ้นจากตัวของเราเองนอกจากนี้ มังก์ยังได้เผยอีกหนึ่งเคล็ดลับสร้างความสุขจากการชมผลงานศิลปะว่าการลองฝึก ‘มองช้าๆ’ ให้มีเวลาชื่นชมผลงานต่างๆให้นานขึ้นอีกหน่อยโดยอาจใช้เวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมงเพื่อใคร่ครวญกับผลงานชิ้นเดียวก็จะพบว่าในแกลเลอรีนั้นเต็มไปด้วยผลงานที่น่าทึ่งและการได้ชมผลงานเพียงชิ้นเดียวด้วยการมองที่ลึกซึ้งขึ้นก็จะค้นพบความหมายได้อย่างเหลือเชื่อเช่นกัน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/brandthink.me
Leave a Reply