ลวิจัยใหม่เผยว่ามี 30 ประเทศที่รับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนเกือบ 90% ของโลกโดยมี 4 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศ 13 ประเทศแรกจาก 30 ประเทศนี้ที่จะเผชิญกับผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Verisk Maplecrof บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงระดับโลก กล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมากล่าวว่าไทย อินโดนีเซีย มาเลเซียและเวียดนามเป็น 4 ใน 13 ประเทศที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนหลักของโลกและเป็นประเทศที่เสี่ยงต่ออันตรายจากสภาพภูมิอากาศมากที่สุดหากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันยังดำเนินต่อไป ส่วนประเทศอื่นๆที่อยู่ในรายชื่อนี้ยังมี บราซิล อินเดีย ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น ดัชนีอันตรายต่อสภาพภูมิอากาศนี้ ซึ่งวัดความเสี่ยงของประเทศต่างๆต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งเรื้อรังและเฉียบพลัน 16 ประการ แสดงให้เห็น ว่ามี “ความทับซ้อนกันที่ชัดเจน” ระหว่างประเทศที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง กับประเทศที่ต้องเผชิญกับผลกระทบที่รุนแรงที่สุดโดยความเสี่ยงที่วัดได้ ได้แก่ อุณหภูมิ ที่รุนแรงความแห้งแล้งและพายุที่รุนแรง “การวิเคราะห์ของเราเผยให้เห็นความทับซ้อนที่ชัดเจนระหว่างภาวะโลกร้อนที่ยืดเยื้อ กับสังคมและเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญกับผลกระทบที่รุนแรงที่สุด จึงจำเป็นต้องดำเนินการปรับตัวอย่างสุดขั้วเพื่อปกป้องประชากร สังคม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอุณหภูมิพื้นผิวโดยเฉลี่ยทะลุเกณฑ์ 2 องศาเซลเซียส” James Lockhart Smith หัวหน้าฝ่ายการเงินที่ยั่งยืนและหัวหน้าการวิจัยของ Verisk Maplecroft กล่าว อย่างไรก็ตาม สองประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและจีนนอกจากนี้ แม้ในสถานการณ์สภาพภูมิอากาศในแง่ดีที่สุดก็มี 4 ประเทศ ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกายภาพในระดับสูงอย่างยิ่ง คือ มาเลเซีย อิรัก เม็กซิโก และออสเตรเลีย ซึ่งได้รับผลลัพธ์ที่ย่ำแย่กว่ามากไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด
ข้อมูลของ Verisk Maplecroft ชี้ให้เห็นอีกว่าความร้อนจัดเป็นความเสี่ยงทางกายภาพที่โดดเด่นสำหรับประเทศเหล่านี้ โดยมาเลเซีย เม็กซิโก และบราซิล คาดว่าจะเผชิญกับ วันที่อากาศร้อนมากกว่า 35 องศาเซลเซียส ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายคนเนื่องจากความร้อนจัดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอุณหภูมิใกล้จะสูงเป็นประวัติการณ์ ถึงปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตแล้ว 30 รายในประเทศไทย ซึ่งดัชนีความร้อน (อุณหภูมิที่คนเรารู้สึกได้ในขณะนั้นว่าอากาศร้อนอย่างไร หรืออุณหภูมิที่ปรากฏในขณะนั้นเป็นเช่นไร) เพิ่มขึ้นถึง 52 องศาเซลเซียสในเดือนเมษายนที่ผ่านมาซึ่งเป็น “อันตรายอย่างยิ่ง“ ขณะที่อุณหภูมิสูงสุดใหม่มากกว่า 100 จุด ถูกบันทึกทั่วเวียดนามในเดือนเดียวกัน
ในมาเลเซีย รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมแนะนำให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังท่ามกลางคลื่นความร้อนระดับ 2 ใน บางพื้นที่ของประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงสุดเกิน 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลานานกว่า 3 วันติดต่อกัน
แม้เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงยิ่งขึ้นจะสร้างความเสียหายรุนแรง แต่ “ความร้อน” เองก็มีแนวโน้มที่จะเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ในประเทศเหล่านี้ด้วย
การค้นพบนี้น่าจะเป็นแรงจูงใจที่ชัดเจนสำหรับประเทศเหล่านี้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเร็วที่สุด เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานจากการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็วภายใต้การจัดการที่มีประสิทธิภาพแทนที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างล่าช้าหรือไม่เป็นระบบระเบียบอย่างไรก็ตามการจัดหาเงินทุนเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนานั้นยุ่งยากเมื่อพิจารณาจากระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนาน อันดับเครดิตที่ต่ำ และความกังวลเกี่ยวกับธรรมาภิบาลความไม่มั่นคงทั่วโลกทำให้เกิดวิกฤตพลังงานและความกดดันด้านเงินเฟ้อทำให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/Salikaknowledge


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *