
สถานการณ์กำลังตึงเครียด คุณในฐานะผู้นำ ผู้บริหาร หรือหัวหน้าอาจสังเกตได้ว่ามีคนในทีมกำลังไม่พอใจกับอะไรบางอย่าง อาจเป็นรูปแบบงานที่เขาไม่ชอบ ความไม่เข้าใจกันในที่ประชุม หรือความไม่ลงรอยกันในการทำงาน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นไฟที่แผดเผาที่ทำงาน จนทำให้ความร่วมมือกันทำได้ยากขึ้นไปเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้เสมอในการทำงาน แต่จะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาให้ทีมกลับมาร่วมมือกันได้อย่างที่ควรเป็น? ซึซุกิ โยะชิยุกิ (Suzuki Yoshiyuki) ประธานกรรมการบริหารบริษัท COACH A ผู้เชี่ยวชาญในการจัดอบรมโค้ชให้กับผู้บริหารระดับสูงเพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ดีขึ้น แนะนำ 4 วิธี ที่จะช่วยให้สิ่งที่คุณเปลี่ยนความไม่พอใจหรือความไม่เข้าใจกัน กลับมาเป็นความร่วมมือกันในทีมอีกครั้ง
เปลี่ยนความไม่พอใจเป็นข้อเสนอโดยพื้นฐานแล้วความไม่พอใจเกิดขึ้นจากคนที่รู้สึกว่าตนเองเป็นผู้เสียหาย สิ่งที่คุณต้องทำคือ เปลี่ยนความไม่พอใจนั้น ให้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรับผิดชอบต่อตนเอง “ฉันต้องลงมือทำ ความพอใจจึงจะเกิดขึ้น” ตัวอย่าง เมื่อลูกทีมคนหนึ่งกำลังไม่พอใจกับการประชุมทุกเช้า เขา ‘รู้สึก’ ว่าเป็นการเสียเวลาทำงานไปอย่างเปล่าประโยชน์ในทุกๆ วัน คุณในฐานะหัวหน้าให้ถามถึงปัญหาหรือเหตุผลที่ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจว่าทำไมหรือมีอุปสรรคอะไรบ้าง “ทำไมถึงรู้สึกอย่างนั้น มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรบ้าง” ให้เขาได้อธิบายหรือแจกแจงในสิ่งที่คิดและรู้สึก “เพราะแต่ละคนต่างพูดเรื่องที่ตัวเองเตรียมมา โดยที่สมาชิกทีมคนอื่นๆ ไม่ได้ใส่ใจฟังสักนิด” เมื่อคุณได้ทราบสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจแล้ว ต่อไปให้คุณถามว่า “คุณคิดว่าเราควรทำอย่างไรการประชุมนี้จึงสามารถสร้างประโยชน์ได้” ให้เขาได้คิดทบทวน เพื่อที่จะ ‘เสนอ’ สิ่งที่จะเป็นทางออกหรือสิ่งที่เขาจะรู้สึกพอใจ “ผมคิดว่าเมื่อแต่ละคนพูดเรื่องของตัวเองจบ ควรมีคนอื่นๆ เสนอความเห็นสนับสนุน แย้ง หรือพูดคุยเกี่ยวกันเรื่องนั้นเพิ่มเติมทุกครั้ง เรื่องที่แต่ละคนพูดไปอาจถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้สักทาง” เมื่อคุณได้ทราบถึง ‘ข้อเสนอ’ ที่เป็นทางออกหรือเป็นสิ่งที่ลูกทีมคนนั้นต้องการแล้ว ลองนำวิธีที่เขาเสนอไปปรับใช้ในครั้งต่อไป “ผมขอให้คุณเสนอความเห็นที่ได้บอกไปนี้กับที่ประชุมครั้งต่อไป แล้วผมจะสนับสนุน ให้ทีมลองใช้วิธีที่คุณเสนอ”
“เปลี่ยนความไม่พอใจ เป็นข้อเสนอ ด้วยการถาม” พูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบ 30 นาที คนมักยึดติดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป หากรู้สึกว่าความสัมพันธ์กับคนบางคนไม่ราบรื่นก็จะเอาใจไปจดจ่อกับสิ่งนั้น เรื่องนั้น หรือคนคนนั้นมากเกินไป เช่น หากทำงานได้ไม่ราบรื่นก็จะคิดถึงเรื่องงานนี้ซ้ำไปซ้ำมาการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป จะเป็นการนำตัวเองไปผูกติดกับสิ่งนั้นจนไม่ได้มองจากด้านอื่นๆ ทำให้หาวิธีการแก้ปัญหายากขึ้นไปอีก วิธีหนึ่งในการดึงสติให้ออกห่างจากสิ่งที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้คือ ‘การได้พูดถึงสิ่งนั้นอย่างเต็มที่’
ให้ลองพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้นหรือคนนั้นติดต่อกัน 30 นาที จะเป็นการได้ระบายมุมมองของผู้พูด ซึ่งทำให้ออกห่างจากคนหรือเรื่องที่พูดไปเองตามธรรมชาติ ทำให้สามารถมองความสัมพันธ์ของคุณกับคนนั้นอย่างมีสติมากขึ้น มองหาคนที่จะรับฟังหรือให้ลูกทีมของคุณเป็นคนพูดโดยคุณเป็นคนที่รับฟัง โดยตั้งเงื่อนไขว่าขอให้ไม่ขัดตลอดการพูด 30 นาที
“พูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบหรือเป็นปัญหาต่อเนื่อง 30 นาที” สลับตำแหน่ง ขยายมุมมองในการโค้ชนั้น จะพยายามมองหัวข้อที่อีกฝ่ายยกมาจากหลายแง่มุม ซึ่งการมองจากหลายแง่มุมจะช่วยให้สามารถผ่อนคลายความตึงเครียดได้ ฉะนั้น ให้คุณพิจารณาหัวข้อของคุณจากหลายมุมมอง โดยอาจถามลูกทีมของคุณว่า “หัวหน้าที่ดีต้องทำอย่างไรบ้าง” เมื่อลูกทีมของคุณได้คิดสักพัก เขาจะช่วยให้มุมมองแก่คุณได้ (นั่นอาจรวมถึงสิ่งที่เขาอยากให้คุณทำให้กับเขาด้วย) ลองให้อีกฝ่ายได้มองจากตำแหน่งของคุณ และเรียนรู้ซึ่งกันและกันนอกจากคุณที่เป็นหัวหน้าจะได้เห็นมุมมองจากลูกทีมแล้ว เขาที่เป็นลูกทีมก็จะได้เห็นมุมมองของหัวหน้าด้วยเช่นกัน การทำเช่นนี้จะทำให้เข้าใจกันมากขึ้นไปอีก
“สลับบทบาทเพื่อให้เขาและคุณได้คิดจากมุมมองอื่นๆ บ้าง” ความเห็นต่างเป็นสิ่งสำคัญ
“ความไว้วางใจเป็นการตัดสินใจด้วยเหตุผล แต่ความเชื่อใจเป็นผลของความรู้สึก” นั่นหมายความว่า สถานการณ์ที่คุณไว้วางใจความสามารถในการทำงานของลูกทีมคนหนึ่ง แต่ไม่เชื่อใจเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง หรือกลับกัน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ความเชื่อใจที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อทั้ง 2 ฝ่าย ยอมรับความเห็นต่างหรือความเห็นค้านซึ่งกันและกันคุณในฐานะผู้บริหารหรือหัวหน้าอาจมีความรู้สึกว่า “ลูกทีมไม่ค่อยแสดงความเห็นในที่ประชุมเท่าไร” แต่คุณต้องเข้าใจว่า สิ่งจำเป็นคือความรู้สึก ‘สบายใจ’ ว่าพวกเขาจะพูดได้อย่างอิสระ ซึ่งจะเกิดขึ้นจาก ‘ความเชื่อใจ’ และความเชื่อใจสร้างได้จากการ ‘ยอมรับความเห็นต่าง’ ซึ่งกันและกันเท่านั้นสิ่งที่ทำให้ทั้ง 2 ฝ่าย รู้สึกได้ว่า “เรากล้าเห็นต่างและสามารถแสดงความเห็นที่ต่างหรือค้านกันได้” จะทำให้เกิดความเชื่อใจ กลายเป็นรู้สึกสบายใจ จนสามารถที่จะพูดได้อย่างอิสระ โดยที่รับรู้ร่วมกันว่า “ไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกันก็ได้” แต่สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลที่มีคุณค่า และสำคัญต่อการมุ่งไปสู่จุดหมายร่วมกันของทีมหรือองค์กรความรู้สึกประเภท “พูดไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน” “พูดไปก็โกรธกัน” หรือ “พูดไปก็ไม่ฟัง” จะหายไป เมื่อทุกคนเข้าใจและให้ความสำคัญต่อความเห็นที่แตกต่างกัน
“ความเห็นต่างและความเห็นค้าน เป็นเรื่องปกติและสำคัญ” สรุปคือ เมื่อคุณต้องรับมือลูกทีมที่มักไม่พอใจหรือหัวร้อนอยู่เสมอ ให้คุณถามเขาว่าสาเหตุเกิดจากอะไรบ้าง และเปลี่ยนความไม่พอใจนั้นเป็น ‘ข้อเสนอ’ โดยให้เขาได้เสนอทางออกหรือวิธีแก้ปัญหาเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น หากเขารู้สึกไม่ดีอย่าลืมให้เขา ‘พูดอย่างต่อเนื่องสัก 30 นาที’ เกี่ยวกับเรื่องนั้น โดยที่คุณรับฟังอย่างตั้งใจ ให้เขาได้ประมวลและทบทวนเรื่องราวเพื่อดึงสติตัวเองกลับมาหากเป็นเรื่องระหว่างคุณกับเขาให้เขาลอง ‘สลับตำแหน่ง’ เพื่อคิดในมุมมองของคุณบ้าง คุณก็ลองคิดในมุมของเขาด้วยเช่นกัน จะช่วยขยายมุมมองที่อาจไม่เคยนึกถึงมาก่อน ช่วยให้ได้แง่คิดที่หลากหลายและทำให้เข้าใจกันและกันมากขึ้นและสำคัญอย่างยิ่งว่า ‘ความเห็นต่าง’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติและเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องรับฟังแม้จะไม่เห็นด้วยก็ตามวิธีการเหล่านี้จะช่วยให้คุณกับทีมสามารถลดความกดดัน ความไม่เข้าใจกัน หรือสถานการณ์ตึงเครียดอื่นๆ ให้ดีขึ้นได้โดยเปลี่ยนให้มาเป็นพลังของการร่วมมือกันเพื่อไปสู่จุดหมายด้วยกัน เขียนโดย Phoothit Arunphoon
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=760781696082964&set=a.630751835752618
Leave a Reply