วัณโรคระยะแฝงภัยเงียบที่อาจพัฒนาเป็นโรคร้าย

รู้หรือไม่ว่า ประมาณ 25% ของประชากรโลกติดเชื้อวัณโรคในระยะแฝง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการใด ๆ แต่การติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent Tuberculosis Infection หรือ LTBI) ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามเพราะในบางกรณีผู้ที่ติดเชื้ออาจพัฒนาเป็นวัณโรคได้หากระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงวัณโรคยังคงเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่เป็นปัญหาทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วโลก โดยในปี 2024 ประเทศไทยพบผู้ป่วยวัณโรครายใหม่สูงถึง 113,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 13,000 ราย

วัณโรคระยะแฝงคืออะไร?

วัณโรคระยะแฝงคือการที่เชื้อ Mycobacterium tuberculosis complex เข้าสู่ร่างกายผ่านทางระบบหายใจ และเชื้อจะแฝงตัวอยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการใดๆ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถควบคุมการแบ่งตัวของเชื้อและยับยั้งการลุกลามได้อย่างไรก็ตามถ้าระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เช่น ในผู้ที่ป่วยด้วยโรคอื่นๆ หรือได้รับการรักษาด้วยยาบางประเภทอาจทำให้เชื้อวัณโรคระยะแฝงพัฒนาไปสู่วัณโรคที่เป็นอันตรายได้โดยประมาณ 10% ของผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงอาจป่วยเป็นวัณโรค โดยในระยะ 2 ปีแรก 5% ของผู้ติดเชื้อจะพัฒนาเป็นวัณโรค และอีก 5% จะพัฒนาในช่วงชีวิตที่เหลือ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรคระยะแฝง

มีหลายปัจจัยที่ทำให้บุคคลมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงหรือพัฒนาจากวัณโรคระยะแฝงไปเป็นวัณโรคที่เป็นอันตรายได้ ซึ่งรวมถึง

  • ผู้ที่อาศัยร่วมกับผู้ป่วยวัณโรค เช่น สมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานที่สัมผัสใกล้ชิด
  • ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ที่ได้รับยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เช่น ยากลุ่ม Anti TNF
  • ผู้ที่ได้รับการฟอกไตเรื้อรัง
  • ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือไขกระดูก
  • ผู้ที่เป็นโรคซิลิโคซิส (โรคปอดจากฝุ่นซิลิกา)

วิธีการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อวัณโรคแฝง

การดูแลตัวเองและการปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงและช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง:

  1. ใส่หน้ากากอนามัย เมื่ออยู่ในที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ปิดหรือพื้นที่ที่มีการระบายอากาศไม่ดี
  2. ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างร่างกายและภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
  3. ทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และเพิ่มพลังให้ร่างกายสามารถต้านทานเชื้อโรคได้
  4. ตรวจสุขภาพประจำปี อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อประเมินสุขภาพโดยรวมและตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง ซึ่งสามารถช่วยให้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ความสำคัญของการตรวจวัณโรคระยะแฝง

การตรวจหาเชื้อวัณโรคระยะแฝงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคแฝงพัฒนาเป็นวัณโรคได้ การตรวจหาวัณโรคระยะแฝงสามารถทำได้โดยการตรวจเลือดเพื่อวัดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยการตรวจนี้จะช่วยให้สามารถวินิจฉัยได้แม่นยำและปลอดภัยกว่า วิธีการทดสอบแบบเดิม เช่น Tuberculin Skin Test ที่อาจมีผลบวกลวง

การตรวจวัณโรคระยะแฝงจาก N Health

สำหรับผู้ที่สนใจตรวจหาวัณโรคระยะแฝงสามารถใช้บริการตรวจจาก N Health ซึ่งมีการตรวจสอบวัณโรคระยะแฝงโดยใช้ชุดทดสอบที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และ US FDA ชุดทดสอบนี้มีความแม่นยำสูงในการวัดปริมาณสาร IFN-γ ในเลือด ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายหลั่งออกมาตอบสนองต่อเชื้อวัณโรค ช่วยลดความผิดพลาดจากผลบวกลวงและทำให้ผลการทดสอบแม่นยำมากขึ้น การติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงอาจดูเหมือนไม่เป็นอันตรายแต่หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลให้ดี อาจกลายเป็นโรคร้ายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราในอนาคต การตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำและการป้องกันตัวเองจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆจะช่วยลดโอกาสในการพัฒนาเป็นวัณโรคได้ หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจหาวัณโรคระยะแฝงและรับการรักษาทันทีเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคนี้


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *