
วัณโรคเป็นโรคติดต่อที่ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญทั่วโลกและประเทศไทย องค์การอนามัยโลกให้ไทยติดอันดับใน 30 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคสูงสุดในโลกโดยคาดว่าในไทยมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ที่เกิดขึ้นประมาณ 111,000 รายต่อปีและเสียชีวิตกว่า 13,700 รายต่อปี ประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรไทย ติดเชื้อวัณโรคแล้วแต่จะมีแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ป่วยเป็นวัณโรคอันเนื่องมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ลดลง ซึ่งประชากรอีกกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อและป่วยเป็นวัณโรคมากกว่าประชากรทั่วไปได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคร่วมผู้ป่วยเบาหวานผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ต้องขังหรือผู้อาศัยในสถานคุ้มครองและคนพิการผู้ใช้สารเสพติดผู้ติดสุราเรื้อรัง บุคลากรสาธารณสุข กลุ่มแรงงานข้ามชาติและที่สำคัญที่สุดคือ กลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดหรือผู้สัมผัสร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขผลักดันขับเคลื่อนนโยบายการตรวจคัดกรอง ดูแล รักษาในทุกกลุ่มเสี่ยงไปยังหน่วยงานที่ดูแลรักษาวัณโรคโดยตรง ได้แก่ โรงพยาบาลต่างๆทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อเข้าสู่กระบวนการการรักษาและป้องกันวัณโรคตามมาตรฐาน ที่รวดเร็วและทันท่วงที ตัดวงจรการแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนอื่น ลดอัตราป่วยและอัตราตายจากวัณโรค
วัณโรคเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจที่แพร่เชื้อจากผู้ป่วยจากการไอ จาม พูดคุย หรือร้องเพลงคนที่ได้รับเชื้อจะมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคเมื่อป่วยก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย และครอบครัวแต่เป็นโรคที่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเพราะสามารถรักษาหายได้โดยกินยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง ประมาณ 6 เดือน แต่ต้องรีบตรวจหาหรือวินิจฉัยให้เร็วเมื่อมีอาการผิดปกติ โดยให้สังเกต 7 อาการของวัณโรค ดังนี้
1. เริ่มจากไอเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์
2. ไอมีเสมหะ ปนเลือด
3. มีไข้ต่ำๆ ในช่วงบ่าย
4. มีเหงื่อออกมากผิดปกติในช่วงกลางคืน
5. เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
6. น้ำหนักตัวลด
7. เจ็บหน้าอก
การป้องกัน 5 วิธี คือ
1. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยการออกกำลังกาย
2. ถ้ามีผู้ป่วยวัณโรคในบ้าน ต้องให้กินยาให้ครบถ้วนสม่ำเสมอทุกวัน พร้อมให้สมาชิกในครอบครัวไปตรวจคัดกรองการติดเชื้อ เพื่อกินยาป้องกัน
3. หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค
4. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่
5. ควรตรวจร่างกายโดยการเอกซเรย์ปอดอย่างน้อยปีละครั้ง
ทั้งนี้เมื่อรู้ว่าเป็นผู้สัมผัสร่วมบ้านผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคให้รีบตรวจหาวัณโรคให้เร็วที่สุด ณ โรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อเข้าสู่กระบวนการการรักษาตามมาตรฐานต่อไป
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/realconsultation
Leave a Reply