
แม้ในประเทศไทยเรายังงงๆ กันอยู่ถึงการจัดการกับ ‘กัญชา’ แต่ในต่างประเทศที่กฎหมายเหมาะสมและมีความชัดเจน พวกเขาเลือกจะไปต่อจากประเด็นเรื่องการจัดการ และมุ่งเน้น ‘ศึกษา’ ผลกระทบของมันต่อสิ่งต่างๆ มากกว่าแล้วเช่นเดียวกับที่เยอรมนี เหล่านักวิจัยตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพของกัญชงและกัญชา ที่มีต่อผลิตภัณฑ์ที่มนุษย์ต้องบริโภคในชีวิตประจำวันอย่าง ‘นมวัว’ โดยในงานวิจัยนี้ เหล่าผู้วิจัยตั้งต้นจากคำถามที่ว่าถ้าเผอิญวัวที่เราเลี้ยงเพื่อผลิต ‘น้ำนม’ ได้ไปลิ้มลองกัญชงหรือกัญชาเข้า ผลกระทบจากสารที่อยู่ในนั้นจะส่งผลต่อวัวและน้ำนมอย่างไร พวกเขาจึงออกแบบการทดลองจากสมมติฐานดังกล่าว โดยการให้โคนม 10 ตัวกินกัญชาในอัตราส่วนที่ต่างกันเพื่อวัดผลที่เกิดขึ้น
ซึ่งผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้เองที่ทำให้หลายคนสนใจเพราะผู้วิจัยได้พบว่า โคนมที่กินกัญชงหรือกัญชาที่มีสารแคนนาบินอยด์ (Cannabinoid: CB) ต่ำ สามารถมีพฤติกรรมตามปกติได้ รวมถึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเคมีของร่างกายที่น่าเป็นห่วง ตรงกันข้ามกับโคนมที่ได้รับกัญชงหรือกัญชาที่มีสารแคนนาบินอยด์สูง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับทั้งในร่างกายและน้ำนมกล่าวคือ วัวสายเขียวนั้นจะมีการกินอาหารต่อมื้อที่น้อยลง ผลิตน้ำนมได้น้อยลง หัวใจเต้นช้า หายใจช้า อีกทั้งยังชอบขยับลิ้นไปมาอยู่บ่อยๆ หนักเข้าบางตัวอาจมีอาการง่วงซึม น้ำลายไหลย้อย ตาแดง และที่สำคัญคือ โคนมเหล่านี้จะผลิตน้ำนมที่มี THC, CBD และ Cannabinoids ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในกัญชงและกัญชาผสมอยู่หรือพูดง่ายๆ ว่านอกจากจะทำให้วัว (รู้สึก) ล่องลอยแล้ว กัญชาที่วัวกินเข้าไปยังมีผลทำให้วัวผลิตน้ำนมกัญชาออกมาด้วยนั่นเองแต่ในงานวิจัยเดียวกัน ผู้วิจัยยังนำเสนอต่อไปด้วยว่าอาการดังกล่าวจะหายไปเองได้ภายใน 2 วัน แต่ทั้งนี้พวกเขาก็ยังไม่ได้ศึกษาต่อด้วยการนำน้ำนมเหล่านั้นมาให้คนลองดื่ม นี่จึงเป็นผลงานวิจัยที่คล้ายกับการตั้งข้อสังเกต ซึ่งหลังจากตีพิมพ์งานวิจัยออกมา ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนก็ออกมารับลูกและเน้นย้ำถึงความสำคัญของสิ่งที่งานวิจัยนี้กำลังสื่อสารเพราะถ้ามองผิวเผินนี่อาจเป็นข่าวชวนฮาแต่ถ้าวันหนึ่งบังเอิญเป็นเราที่ได้ดื่มน้ำนมเหล่านั้น นี่อาจเป็นเรื่องที่ขำไม่ออกก็ได้นะ ลองนึกภาพว่าเราดื่มนมตามปกติก่อนออกจากบ้านแล้วต้องขับรถไปด้วยอาการมึนเมาดูสินั่นไม่ใช่เรื่องตลกหรอกว่าไหม
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://www.facebook.com/brandthink.me
Leave a Reply