
ยุคนี้ไม่ใช่แค่เราที่กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าหรือเครียดสะสมครับเพราะรายงานระดับโลกฉบับล่าสุดกำลังบ่งชี้ว่ามนุษยชาติกำลังเผชิญกับ “วิกฤตสุขภาพจิตครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์” ข้อมูลสถิติล่าสุดจากสถาบันเพื่อการวัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) ร่วมกับวารสารทางการแพทย์ระดับโลกอย่าง The Lancet เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่าในปี 2566 ที่ผ่านมา มีประชากรทั่วโลกเกือบ 1,200 ล้านคน ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับตัวเลขเมื่อ 30 กว่าปีก่อน โควิด-19 ชนวนเหตุเร่งภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลรายงานระบุว่าตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้กราฟผู้ป่วยพุ่งทะยานแบบก้าวกระโดดคือช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและความโดดเดี่ยว ทำให้ “โรควิตกกังวล (Anxiety Disorders)” และ “โรคซึมเศร้า (Depressive Disorders)” กลายเป็นสองอาการยอดฮิตที่ผู้คนเป็นกันมากที่สุดความน่ากลัวของตัวเลขนี้คือปัจจุบันกลุ่มโรคทางจิตเวชได้กลายมาเป็นหนึ่งใน “สาเหตุสำคัญที่สุด” ของการเกิดภาวะทุพพลภาพ (ความพิการทางสภาพจิตใจ) และการสูญเสียคุณภาพชีวิตของประชากรโลกไปอย่างน่าเสียดายข้อมูลเพิ่มเติมทำไมคนยุคนี้ถึงใจพังง่ายขึ้น? นอกจากปัจจัยเรื่องโรคระบาดแล้วนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่ามีปัจจัยร่วมสมัยอื่นๆ ที่ขับเคลื่อนวิกฤตนี้
- The Hyper-Connected World การอยู่ในโลกที่เชื่อมต่อตลอด 24 ชั่วโมงผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดภาวะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นโดยไม่รู้ตัว (FOMO) และรับรู้ข่าวสารเชิงลบ (Doomscrolling) มากเกินไป
- ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความกดดันในตลาดแรงงานยุคใหม่ ทำให้สมองตื่นตัวและหลั่งฮอร์โมนเครียดเรื้อรัง
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญคาถา 3 เช็กเพื่อเซฟใจในวันที่โลกใจร้าย
เมื่อปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องไกลตัว การป้องกันและการรู้เท่าทันตั้งแต่เนิ่นๆ คือสิ่งสำคัญที่สุด ลองใช้หลัก “3 เช็ก” นี้ดูแลตัวเองและคนรอบข้างดูครับ
- เช็กสัญญาณเตือน (Mental Check-in) คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เช่น เริ่มนอนไม่หลับติดต่อกันหลายวัน, เบื่ออาหารหรือกินมากผิดปกติ, อารมณ์ดิ่งพังลากยาวเกิน 2 สัปดาห์ หรือเริ่มไม่อยากออกไปเจอใครหากมีอาการเหล่านี้ควรยอมรับและเตรียมหาทางแก้ไข
- เช็กตารางชีวิต (Lifestyle Balance) ปรับพฤติกรรมเพื่อกู้คืนสารเคมีในสมองให้สมดุล เช่น บังคับตัวเองให้ออกไปตากแดดตอนเช้าเดินเล่นในสวนสีเขียว (Green Therapy) และจำกัดเวลาการเล่นมือถือลง โดยเฉพาะช่วง 1 ชั่วโมงก่อนนอน
- เช็กช่องทางการช่วยเหลือ (Seek Help) ลบภาพจำเก่าๆที่ว่า “ไปหาหมอจิตแพทย์แปลว่าบ้า” ออกไปให้หมดการพบผู้เชี่ยวชาญนักจิตวิทยาบำบัดหรือการโทรสายด่วนสุขภาพจิต (สำหรับประเทศไทยคือ สายด่วน 1323) คือก้าวที่กล้าหาญและเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุดในการรักษาใจ
สรุปส่งท้าย: ตัวเลข 1,200 ล้านคนบอกเราว่าคุณไม่ได้ป่วยอย่างโดดเดี่ยวและการรู้สึกอ่อนแอบ้างในโลกยุคนี้เป็นเรื่องธรรมดามากๆ มาร่วมกันสร้างสังคมที่เปิดใจรับฟังและใจดีกับตัวเองให้มากขึ้นกันนะครับ
Leave a Reply