
เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมานานแต่ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดได้เข้ามาพิสูจน์แล้วว่าในเชิงความเข้มข้นของกลิ่นตดของผู้หญิงมักจะเหม็นรุนแรงกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือกลิ่นตดที่รุนแรงนี้อาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องน่าอายแต่กลับมีประโยชน์ในฐานะตัวชี้วัดสุขภาพสมองโดยเฉพาะความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์
ไขความลับกลิ่นฉุนไฮโดรเจนซัลไฟด์คือผู้ร้ายตัวจริง
ผลวิจัยพบว่าแก๊สที่ทำให้ตดมีกลิ่นคือสารประกอบกำมะถันโดยเฉพาะแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดกลิ่นไข่เน่าอันรุนแรงเมื่อนำตัวอย่างแก๊สที่ปล่อยออกมาจากผู้ชายและผู้หญิงมาเปรียบเทียบกัน นักวิจัยค้นพบข้อสรุปที่น่าสนใจ
- แม้ว่าผู้ชายจะมีปริมาณแก๊สโดยรวมมากกว่า (ตดบ่อยกว่า/ปริมาณมากกว่า)
- แต่ตดของผู้หญิงกลับมีความเข้มข้นของไฮโดรเจนซัลไฟด์สูงกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ
ผลสรุปนี้ยังสอดคล้องกับการให้คะแนนโดยคณะกรรมการผู้ดมกลิ่น (Odor Judges) ซึ่งให้คะแนนกลิ่นตดจากผู้หญิงสูงกว่าในด้านความรุนแรงของกลิ่นอีกด้วย
กลิ่นตดบอกสุขภาพสมองความเสี่ยงอัลไซเมอร์ที่ลดลง?
แม้จะมีหลักฐานยืนยันว่ากลิ่นตดของผู้หญิงรุนแรงกว่าแต่เรื่องนี้กลับไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลแต่อย่างใดซ้ำยังอาจเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับสุขภาพบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ซึ่งเป็นแก๊สที่มีกลิ่นรุนแรงมีบทบาทสำคัญหลายอย่างในร่างกายหนึ่งในนั้นคือการช่วยให้เซลล์สมองสื่อสารกัน ผ่านกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่าซัลไฟเดรชั่น (Sulfhydration)
- ความเชื่อมโยงกับอัลไซเมอร์งานวิจัยพบว่าระดับซัลไฟเดรชั่นจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น และลดลงมากเป็นพิเศษในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์
- การแปลผลกลิ่นการมีปริมาณไฮโดรเจนซัลไฟด์ในร่างกายที่สูง ซึ่งสะท้อนผ่านกลิ่นตดที่รุนแรงอาจหมายถึงกระบวนการซัลไฟเดรชั่นและการสื่อสารของเซลล์สมองยังคงทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง
งานวิจัยยืนยันช่วยฟื้นฟูความจำ
ในปี 2021 การทดลองจากวิทยาลัยการแพทย์จอห์น ฮอปกินส์ ในสหรัฐฯ ได้ทำการทดลองกับหนูที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้เป็นโรคอัลไซเมอร์ในมนุษย์จากนั้นจึงฉีดสารที่ให้ ไฮโดรเจนซัลไฟด์และติดตามการเปลี่ยนแปลงของความจำผลการทดลองพบว่า”ไฮโดรเจนซัลไฟด์ช่วยเพิ่มความสามารถด้านความคิดและการเคลื่อนไหวของหนูได้ถึง 50 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับหนูที่ไม่ได้รับสาร” นักวิจัยจึงสรุปว่าอาการบางอย่างที่เกิดจากโรคอัลไซเมอร์อาจถูกย้อนกลับได้ด้วยการเพิ่มระดับของไฮโดรเจนซัลไฟด์ในร่างกาย
คำแนะนำด้านสุขภาพเข้าใจและไม่กังวล
ดังนั้น คุณสุภาพสตรีทั้งหลาย หากครั้งหน้ามีความจำเป็นต้องผายลมก็ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะกลิ่นนั้นอาจเป็น “ตัวช่วยบำรุงและปกป้องสมอง” ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างลับๆ นั่นเอง
- สัญญาณสุขภาพลำไส้กลิ่นตดรุนแรงยังบ่งชี้ถึงการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ที่หมักโปรตีน ซึ่งอาจบ่งบอกถึงความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome)
- หากกลิ่นเปลี่ยนไปการสังเกตกลิ่นตดและพฤติกรรมการผายลมที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนกะทันหันอาจเป็นตัวบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงด้านอาหารหรือปัญหาสุขภาพลำไส้บางอย่างซึ่งควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย
Leave a Reply