
มาดูกันเลยว่าวิตามินที่เราทานอยู่ทุกวันนั้น ต้องทานเวลาไหนถึงจะเกิดผลสูงสุด
-คอลลาเจน (ทานก่อนนอน ตอนท้องว่าง จะดูดซึมได้ดีเมื่อทานพร้อมวิตามินซี)
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้น ความฟู และลดความหยาบกร้านของผิว ช่วยทำให้ริ้วรอยที่เห็นได้ชัดดูจางลง ลดการเปราะแตกของเล็บ ช่วยชะลอการสลายของมวลกระดูก เมื่อกินคู่กับแคลเซียมและวิตามินดี ช่วยเรื่องสุขภาพของข้อต่อในกลุ่มผู้สูงอายุ เช่น ลดอาการปวดข้อต่อ
-โพรไบโอติก (ทานตอนท้องว่าง ถูกทำลายง่ายโดยกรด)
ช่วยรักษาสมดุลในลำไส้ และป้องกันอาการผิดปกติต่างๆ ของลำไส้
-สารสกัดเมล็ดองุ่น (Grape seed) (ดูดซึมได้ดีเมื่อทานก่อนอาหารเช้า)
เพิ่มการไหลเวียนเลือด หลอดเลือดแข็งแรงบำรุงผิวพรรณ ให้ผิวดูเลือดฝาดอมชมพู ลดจุดด่างดำ หรือรอยดำ รอยแผลช่วยรักษาความผิดปกติของเส้นเลือดขอด เส้นเลือดฝอยแตก
-วิตามิน B (ดูดซึมได้ดีเมื่อทานก่อนอาหารเช้า)
บำรุงระบบประสาท กระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยลดความเครียด วิตกกังวล
-วิตามิน A,D,E,K
(ทานพร้อมอาหารจะดูดซึมได้ดีกว่าทานตอนท้องว่าง ไม่ควรทานเยอะเพราะจะสะสมในตับได้)
วิตามิน A ช่วยในการมองเห็น
วิตามิน D ช่วยเก็บแคลเซียมเข้ากระดูก ป้องกันโรคกระดูกบางและกระดูกพรุน
วิตามิน E ช่วยเกี่ยวกับการบำรุงผิวพรรณ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ
วิตามิน K ช่วยในเรื่องการแข็งตัวของเลือด
-ZINC (ดูดซึมได้ดีตอนท้องว่าง สามารถทานพร้อมอาหารได้ หากรู้สึกไม่สบายท้อง)
ช่วยการเจริญเติบโตของเส้นผมและเล็บ โดยมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเซลล์ใหม่ซ่อมแซมผมและเล็บที่อ่อนแอให้เจริญเติบโตและแข็งแรงมากขึ้น
-วิตามิน C (ทานหลังอาหารเช้า จะดูดซึมได้ดี และช่วยลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร)
ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น ป้องกันโรคและบรรเทาอาการภูมิแพ้ และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
– แคลเซียม
ควรทานพร้อมมื้อเย็น เพราะ ช่วงเวลากลางคืนแคลเซียมจะไหลออกจากร่างกายมากสุด
– แมกนีเซียม
ควรทานก่อนนอนหรือหลังอาหารเย็น เพราะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและเสริมการนอนหลัง
ขอบคุณที่มา : https://web.facebook.com/staycoolforhealth/photos/a.111450978287730/212232344876259/
Leave a Reply