
การเผลอหลุดปากพูดจาทำร้ายความรู้สึกผู้อื่นหรือสร้างสถานการณ์ชวนเสียหน้าในที่สาธารณะเป็นสัญชาตญาณดิบที่เรามักจะรีบหาข้ออ้างมาแก้ตัวเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของตัวเองทันทีแต่นักจิตวิทยาชี้ว่าทางออกที่ทรงพลังที่สุดในการซื้อใจกลับคืนมาคือการหยุดปกป้องตัวเองแล้วหันมาโฟกัสที่ความรู้สึกของอีกฝ่ายเพื่อเยียวยาความเสียหายอย่างแท้จริง 5 ขั้นตอนกู้สถานการณ์หน้าแตกให้กลายเป็นการแสดงความรับผิดชอบเชิงบวก
- หยุดแก้ตัวและยอมรับผิดทันทีวางความต้องการกอบกู้หน้าตาของตัวเองลงยอมรับผลกระทบจากคำพูดอย่างตรงไปตรงมาการรีบอธิบายทันทีในขณะที่อีกฝ่ายกำลังขุ่นเคือง รังแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง
- ขอโทษให้สอดคล้องกับระดับความผิด
- ความผิดเล็กน้อย เช่น จำชื่อสลับกันหรือทักทักคนผิดขอโทษสั้นๆและจริงใจก็เพียงพอ
- ความผิดที่กระทบกระเทือนจิตใจ เช่น เผลอเล่นมุกสะกิดปมต้องแสดงความจริงจังห้ามหัวเราะกลบเกลื่อนและต้องตระหนักถึงช่องว่างการรับรู้ Perception Gap เพราะผู้พูดมักประเมินความรุนแรงของคำพูดต่ำกว่าที่ผู้ฟังรู้สึกเสมอ
- ห้ามเปลี่ยนคำขอโทษเป็นเรื่องของตัวเองหลีกเลี่ยงประโยคทำนองว่าฉันแค่ล้อเล่นเองทำไมต้องคิดมากหรือไม่ได้ตั้งใจสักหน่อยเพราะคำพูดเหล่านี้เท่ากับการโยนความผิดกลับให้อีกฝ่ายมองว่าเปราะบางเกินไปหากจำเป็นต้องอธิบายเหตุผลจริงๆให้เริ่มจากการยอมรับผิดก่อน เช่น ไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับเรื่องนี้เลยแล้วจึงขออนุญาตอธิบายว่าขอเล่ามุมมองของฉันให้ฟังนิดนึงได้ไหม
- ขอโทษแต่พอดีไม่ล้นเกินจนน่าอึดอัดสำหรับเรื่องทั่วไปการเอ่ยขอโทษอย่างจริงใจแค่ครั้งเดียวก็เพียงพอการพยายามตื๊อขอโทษซ้ำๆหรือทักไปเซ้าซี้ในวันรุ่งขึ้นไม่ได้ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นแต่มันกลทำไปเพื่อปลอบใจตัวเองให้หายรู้สึกผิดเท่านั้น
- ให้เวลาและทำตัวตามปกติเมื่อพบกันอีกครั้งหากเป็นความผิดระดับรุนแรงควรเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเป็นผู้กำหนดจังหวะในการเยียวยาจิตใจโดยไม่ไปเร่งรัดและเมื่อต้องกลับมาพบกันให้ทักทายด้วยท่าทีเป็นมิตรตามปกติไม่หลบหน้าจนสร้างบรรยากาศอึดอัดที่สำคัญคือห้ามรื้อฟื้นเรื่องเก่ามาพูดซ้ำแม้กระทั่งการพยายามแซวตัวเองเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลายเพราะอาจเป็นการดึงอีกฝ่ายให้กลับมารู้สึกอับอายต่อหน้าสาธารณะอีกรอบโดยไม่รู้ตัว
การพลาดพลั้งทางคำพูดเกิดขึ้นได้กับทุกคนแต่สิ่งที่วัดวุฒิภาวะที่แท้จริงไม่ใช่การไม่เคยพูดผิดเลยหากแต่เป็นการรับมืออย่างไรหลังจากที่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้วต่างหาก
Leave a Reply