
การส่งเสริมสุขภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโรงพยาบาลเสมอไปบางครั้ง “ป้ายรถเมล์” ก็อาจกลายเป็นพื้นที่สร้างสุขภาพได้เช่นเดียวกับโครงการสร้างสรรค์จากเมืองคลูจ์-นาโปกา ประเทศโรมาเนียที่นำแนวคิดการออกกำลังกายมาผสานกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างแยบยลย้อนกลับไปในปี 2020 เทศบาลกีฬาของเมืองคลูจ์-นาโปกา เปิดตัวโครงการที่มีชื่อเรียกว่า “ตั๋วสุขภาพ” (Health Ticket) โดยปรับป้ายรถเมล์บางแห่งให้กลายเป็น “ป้ายรถเมล์เพื่อสุขภาพ” ผู้โดยสารสามารถขึ้นรถเมล์ได้ฟรีเพียงทำท่าสควอตจำนวน 20 ครั้งภายในเวลา 2 นาที กระบวนการทั้งหมดถูกออกแบบอย่างเป็นระบบ ผู้ใช้บริการต้องทำท่าสควอตหน้าเครื่องตรวจจับที่ติดตั้งกล้องและระบบนับจำนวนการเคลื่อนไหวเพื่อยืนยันว่าท่าทางถูกต้องและครบตามจำนวนเมื่อทำสำเร็จเครื่องจะพิมพ์ตั๋วโดยสารแบบเที่ยวเดียว ซึ่งสามารถใช้เดินทางได้ทั่วทั้งเมืองโดยปกติตั๋วชนิดนี้มีราคาประมาณ 2.5 ลิวโรมาเนีย หรือราว 18 บาทไทย
ออกกำลังกายสั้นๆแต่ได้ผลยาว
แม้การสควอต 20 ครั้งจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีแต่ในเชิงสุขภาพถือเป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อขาสะโพกและแกนกลางลำตัวช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจกระตุ้นการเผาผลาญ และลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Behavior) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจข้อมูลจากเทศบาลเมืองระบุว่าโครงการนี้ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามมีประชาชนร่วมทำท่าสควอตรวมกันมากกว่า 1 ล้านครั้ง มีการแจกตั๋วสุขภาพกว่า 55,000 ใบ และเมื่อนำเวลาการออกกำลังกายทั้งหมดมารวมกันพบว่าสร้าง “ชั่วโมงการเคลื่อนไหว” ให้กับคนเมืองได้มากถึง 1,900 ชั่วโมงจากความสำเร็จดังกล่าวโครงการตั๋วสุขภาพจึงถูกนำมาจัดต่อเนื่องในปีถัดๆมาและกลายเป็นต้นแบบของการออกแบบเมืองที่ผสานสุขภาพเข้ากับชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม
แล้วประเทศไทยล่ะมีโอกาสหรือไม่?
หากมองในบริบทของประเทศไทย แนวคิดลักษณะนี้ถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่งโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ประชาชนพึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะและเผชิญปัญหาการขาดกิจกรรมทางกาย การนำโมเดล “ออกกำลังกายแลกสิทธิประโยชน์” มาใช้อาจเริ่มจากโครงการนำร่องในสถานีรถไฟฟ้าสวนสาธารณะ หรือพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างไรก็ตามการนำมาใช้จริงจำเป็นต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย เช่น ความปลอดภัยของผู้ใช้ความเหมาะสมกับทุกช่วงวัยการออกแบบท่าทางที่ลดการบาดเจ็บรวมถึงการบำรุงรักษาอุปกรณ์และระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวหากสามารถออกแบบอย่างรอบคอบโครงการลักษณะนี้อาจไม่เพียงช่วยให้คนไทยได้ขยับร่างกายมากขึ้นแต่ยังช่วยเปลี่ยนมุมมองว่า “การดูแลสุขภาพ” ไม่ใช่ภาระแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ทั้งสนุกเข้าถึงง่ายและจับต้องได้จริง
Leave a Reply