
ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศจีนกลับเป็นหนึ่งในชาติที่อัตราการเพิ่มของโรคนี้สูงจนเกินค่าเฉลี่ยของโลกถึงขั้น “น่ากังวล” โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นเพศหญิง จากผลการวิจัยล่าสุดซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร PLOS One ข้อมูลชี้ว่าจำนวนผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมในจีนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ภายในเวลาไม่ถึง 30 ปี สวนทางกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นราว 2 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน
โรคที่มากับอายุและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป
แม้ว่าภาวะสมองเสื่อมจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับอายุที่มากขึ้น แต่สิ่งที่น่าตกใจคือปัจจัยเร่งโรคในจีนไม่ได้มาจาก “อายุ” เพียงอย่างเดียวกลับเป็นเบาหวานและการสูบบุหรี่ที่แฝงตัวเป็นภัยเงียบทำร้ายสมองทีละน้อย จากการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่จากโครงการ Global Burden of Disease (GBD) ซึ่งครอบคลุมสถิติจาก 204 ประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี พบว่า
- น้ำตาลในเลือดสูงจากเบาหวาน เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ที่เชื่อมโยงกับภาวะสมองเสื่อมในประชากรจีน
- ตามมาด้วย การสูบบุหรี่ และ ภาวะอ้วน ซึ่งล้วนเป็นผลจากไลฟ์สไตล์แบบเร่งรีบและการบริโภคที่เปลี่ยนไปตามเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ผู้หญิงเสี่ยงป่วยสูง ผู้ชายเสี่ยงเสียชีวิตเร็ว
จากข้อมูลพบว่าเพศหญิงมีอัตราความชุกของโรคสูงกว่าเพศชาย เนื่องจากมีอายุขัยที่ยืนยาวกว่าในขณะที่เพศชายกลับมีอัตราการเสียชีวิตจากภาวะสมองเสื่อมสูงกว่า ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของสมองต่อพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ที่พบได้มากกว่าในผู้ชาย
ถ้าไม่ป้องกันวันนี้ อีก 15 ปีเราจะเผชิญโรคระบาดของสมอง
นักวิจัยคาดการณ์ว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า หากยังไม่มีมาตรการป้องกันหรือการดูแลเฉพาะกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ จำนวนผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมในจีนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและอาจกลายเป็น “โรคระบาดแห่งยุค” ที่กินทรัพยากรระบบสุขภาพอย่างมหาศาล
สัญญาณเตือนที่ทุกคนควรใส่ใจ
ภาวะสมองเสื่อมเริ่มต้นได้โดยไม่มีใครรู้ตัว ด้วยอาการเบื้องต้น เช่น
- ลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น
- สับสนเรื่องเวลาและสถานที่
- พูดจาซ้ำซาก
- สูญเสียความสามารถในการวางแผนหรือแก้ปัญหา
เมื่อสมองเริ่มเสื่อมสภาพ ชีวิตประจำวันจะถูกรบกวนอย่างรุนแรง และส่งผลต่อคนรอบข้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทำอย่างไรให้สมองยังแข็งแรงแม้สูงวัย?
สิ่งที่เราทำได้ วันนี้ เพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมในอนาคต ได้แก่
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วยการกินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำเลือกแป้งเชิงซ้อน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ลด ละ เลิกบุหรี่ เพราะสารพิษจากควันบุหรี่ทำลายหลอดเลือดสมอง
- กระตุ้นสมองอยู่เสมอด้วยกิจกรรมอย่างการอ่านหนังสือ เล่นดนตรี หรือฝึกจดจำ
- รับประทานอาหารสมอง เช่น ปลา ไข่ ผักใบเขียว และถั่วที่อุดมด้วยโอเมก้า-3
- ลดความเครียดด้วยการนั่งสมาธิหรือเดินจงกรมเป็นประจำตรวจสุขภาพประจำปีโดยเฉพาะการวัดระดับน้ำตาล ไขมัน และความดัน
สรุป: ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้สูงวัยแต่เป็นเรื่องของเราทุกคน
ภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะมันคือผลสะท้อนของพฤติกรรมในวันนี้ที่จะส่งผลระยะยาวต่อ “คุณภาพชีวิตในวันข้างหน้า” เราจึงควรเริ่มต้นดูแลสมองตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ต้องรอให้เข้าสู่วัยชราสุขภาพสมองดีเริ่มที่พฤติกรรมของคุณวันนี้เพราะความจำไม่มีสำรองขายที่ไหน
Leave a Reply