สอวช. ชวนสาวกโกโก้ มารู้จักศูนย์วิจัยฯ ช่วยยกระดับ ‘โกโก้ไทย’ ให้ดังไกลสู่เวทีโลก

 ‘โกโก้’ เป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่มีความสำคัญในอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม หากมีการควบคุมและดูแลตั้งแต่การปลูกพืชโกโก้ในแปลงปลูก การเก็บเกี่ยวผลผลิต การแปรรูปโกโก้ จนถึงการจัดส่งสินค้า ก็จะสามารถผลักดันให้ทั้งผลผลิต และการผลิตโกโก้มีคุณภาพสูง สามารถสร้างรายได้และความยั่งยืนให้กับชุมชนจึงเป็นที่มาของการเปิดตัว ‘ศูนย์นวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาโกโก้ไทยเพื่อความยั่งยืน (ISTC)’ ซึ่งเกิดจากการดำเนินงานตาม โครงการนวัตกรรมการจัดการห่วงโซ่คุณค่าโกโก้ในระบบนิเวศทางธุรกิจโกโก้ จ.น่าน ของสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้ทุนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมทางสังคมและการประเมินผลกระทบทางสังคม กองทุนรัชดาภิเษกสมโภช ปีงบประมาณ 2565

เพื่อการพัฒนางานวิจัยสู่การเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม รวมถึงการเป็นผู้ประกอบการสังคมเพื่อสร้างความยั่งยืนผ่านการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาโกโก้ไทยเพื่อความยั่งยืน (ISTC) ภายใต้การดูแลของบริษัท ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจามจุรี จำกัด

🔹 ทำไมต้องเป็น ‘โกโก้’ ของ จ.น่าน ?

เพราะ จ.น่าน มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการปลูกโกโก้ และมีความหลากหลายทางชีวภาพที่สามารถสนับสนุนการเกษตรแบบยั่งยืน โดยเฉพาะการปลูกโกโก้ที่มีมากมายในพื้นที่ จ.น่าน เช่น อ.พาน อ.แม่ใจ และ อ.เฉลิมพระเกียรติ ฯลฯ นอกจาก ISTC จะมีภารกิจหลักเพื่อการศึกษาวิจัยพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ผลิตและตลาด พร้อมกับการเชื่อมโยงทุกหน่วยธุรกิจโกโก้ให้สามารถส่งต่อผลผลิตที่มีคุณภาพเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าโกโก้ไทย เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์โกโก้ไทยให้มีคุณภาพ และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกแล้ว ยังมีเป้าหมายที่จะมุ่งเป็นศูนย์บ่มเพาะและสนับสนุน Startup ให้มีศักยภาพ สามารถเติบโตเป็นธุรกิจโกโก้ที่ยั่งยืนในอนาคตอีกด้วย

เช่นเดียวกับ สอวช. ที่ร่วมสนับสนุนให้เกิด Startup สัญชาติไทย ผ่านการขับเคลื่อนนโยบายสู่การสร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นกับหน่วยงานที่นำไปปฏิบัติจริง คือ การผลักดันให้เกิดอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (Regional Science Park) ในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ซึ่งภาคเอกชนสามารถใช้พื้นที่ในการวิจัยและพัฒนาได้ ตลอดจนเป็นศูนย์กลางสำคัญในการบ่มเพาะผู้ประกอบการและเทคโนโลยีใหม่ ๆ สู่ระบบเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคชุมชนท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยสร้างธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ ผู้ประกอบการธุรกิจฐานนวัตกรรม หรือ Innovation Driven Enterprise (IDE) และส่งเสริมการนำผลการวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งการขับเคลื่อนดังกล่าวจะเป็น New Growth Engine ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ที่มีอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ CMU STeP ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงและผสานการทำงานระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภาคเหนือกับภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชนสังคม บนพื้นฐานของการนำทรัพยากรที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็น ผลงานวิจัย นักวิจัยและเครื่องมือวิจัย มาใช้ประโยชน์และสร้างคุณค่าในรูปแบบของการผลักดันองค์ความรู้หรืองานวิจัยให้เกิดการใช้งานเชิงพาณิชย์ การสร้างธุรกิจเทคสตาร์ทอัพ ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มในองค์รวม และการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืนโดยการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยี

โดยภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ มี Basecamp24 เพื่อเชื่อมโยงกระบวนการบ่มเพาะธุรกิจเข้ากับพื้นที่ โดยมีกระบวนการที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการในแต่ละระดับ อีกทั้งยังมีโรงงานต้นแบบนวัตรกรรมอาหารครบวงจร เพื่อส่งเสริมและให้บริการสำหรับการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย มีปริมาณการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้บริการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานแก่ผู้ประกอบการและ Startup ในพื้นที่ภาคเหนือ รวมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการอาหารให้มีโอกาสในการขยายขนาดธุรกิจ ส่งผลให้เพิ่มอัตราการลงทุนการจ้างงานในพื้นที่ พร้อมทั้งช่วยยกระดับให้ผู้ประกอบการอาหารในพื้น ที่สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน
🔹อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ ‘ศูนย์วิจัยฯ ISTC’ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.chula.ac.th/news/117372/

Cr : https://web.facebook.com/photo/?fbid=627891869440910&set=a.598080692422028


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *