
พ.ศ.2215 เป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของวงการแพทย์ หลังมีการสร้างกล้องจุลทรรศน์ชนิดเลนส์เดียวจากแว่นขยายครั้งแรก ช่วยให้มนุษย์เห็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างแบคทีเรีย รวมถึงเม็ดเลือดแดง กล้ามเนื้อ ฯลฯ ได้ พ.ศ. 2438 – 2439 วงการแพทย์ระดับโลกเกิดความความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง จากการค้นพบการเอ๊กซเรย์ ที่ทำให้มนุษย์สามารถเห็นชิ้นส่วนที่สำคัญในร่างกายอย่างกระดูกได้โดยไม่ต้องผ่าเนื้อหนังออกมาก่อน ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์เดินทางมาสู่การพลิกโฉมสำคัญอีกครั้ง จากการค้นพบวิธีการถอดลำดับสารพันธุกรรมทั้งจีโนม โดยสามารถทำให้ตามนุษย์มองเห็นสารพันธุกรรมได้ทั้งร่างกาย ส่งผลให้สามารถสร้างองค์ความรู้ด้านจีโนมิกส์ (Genomics) เพื่อนำไปสู่ ‘การแพทย์แม่นยำ’ (Precision Medicine) ที่สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด และทำนายการเกิดโรคได้ตั้งแต่มนุษย์เกิด และรักษาโรคแบบป้องกันก่อนได้ ซึ่งเรื่องนี้กำลังจะเกิดขึ้นจริงบนโลก
ในความก้าวหน้าทางการแพทย์นี้ มองมาที่ประเทศไทยคณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติ ‘แผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย พ.ศ. 2563 – 2567 หรือ Genomics Thailand ขึ้นมา เพื่อสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมของคนไทย ในผู้ป่วย 5 หมื่นคนใน 5 กลุ่มโรค คือ กลุ่มโรคมะเร็ง กลุ่มโรคเรื้อรัง กลุ่มโรคติดเชื้อ กลุ่มโรคหายาก และเภสัชพันธุศาสตร์อุตสาหกรรมการแพทย์ ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ซึ่งรัฐบาลไทยมีการวางรากฐานด้วยการสร้างแผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย พ.ศ. 2563 – 2567 ขึ้น เพื่อจะก้าวสู้การเป็นผู้นำการแพทย์แบบจีโนมิกส์ระดับอาเซียนภายในอีก 5 ปีข้างหน้า ขณะนี้แผนจีโนมิกส์ประเทศไทยเดินทางมาถึงปีสุดท้ายที่จะครบกำหนดที่วางไว้แล้ว สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางในการขับเคลื่อนแผนงานนี้ ได้จัดกิจกรรม ‘ปฏิบัติการจีโนมิกส์ (ประเทศไทย) สู่การเป็นฐานข้อมูลจีโนมคนไทย’ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นการทบทวนการโครงการฯ ว่าผ่านอะไรมาบ้าง ก่อนก้าวต่อไปในอนาคต นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. เล่าให้ฟังว่าถ้าโครงการนี้สำเร็จจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อระบบสาธารณสุขไทย และนำไปสู่การให้บริการการแพทย์แม่นยำกับประชาชนไทย เพิ่มโอกาสหายจากโรคและสามารถป้องกันได้ตั้งแต่ต้น อีกทั้งยังต่อยอดในด้านเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย สิ่งที่เรียกว่าการแพทย์แม่นยำสำหรับคนไทยจะเกิดขึ้นจริงได้ จำเป็นต้องใช้ข้อมูลทางพันธุกรรมของคนไทยเท่านั้น ไม่สามารถใช้ข้อมูลทางพันธุกรรมของคนชาติอื่นมาแทนได้ เพราะสารพันธุกรรมที่กำหนดลักษณะภายนอกอย่างรูปร่างหน้าตา และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของคนกว่า 8 พันล้านคนบนโลกนี้ไม่มีใครเหมือนกันเลย จึงเป็นที่มาว่าทำไมต้องสร้างองค์ความรู้ทางพันธุกรรมของคนไทยเอง ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เทคโนโลยีการถอดลำดับสารพันธุกรรมจะเปลี่ยนแปลงการแพทย์ของโลกในอนาคตได้หรือไม่ จะถูกกำหนดโดย 2 ระยะ คือ 1.การรู้ว่าแต่ละคนมีสารพันธุกรรมอะไร และ 2.รู้แล้วจะทำอะไรต่อ ซึ่งตอนนี้โลกกำลังอยู่ในช่วงที่ 2
การนำข้อมูลที่ได้จากการถอดรหัสพันธุกรรมมาแปลงรูปแบบเอาส่วนที่เป็นสาระสำคัญให้แพทย์สามารถนำไปใช้แปรผลและใช้วางแผนในการป้องกัน ดูแลและรักษาผู้ป่วยได้รวมถึงการสร้างระบบสารสนเทศ เพื่อบริหารจัดการควบคุมคุณภาพของข้อมูลทั้งหมดที่เป็นลำดับสารพันธุกรรมของกลุ่มตัวอย่างภายใต้แผนจีโนมิกส์ประเทศไทย ถ้าทุกคนเห็นว่าการเอกซเรย์ และกล้องจุลทรรศน์เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์และสร้างการเปลี่ยนแปลงการแพทย์ของโลกได้ มั่นใจได้เลยว่าเทคโนโลยีการถอดลำดับสารพันธุกรรมนี้จะเปลี่ยนอนาคตของการแพทย์ของโลกได้อย่างแน่นอน ตอนนี้ในเรื่องจีโนมิกส์ประเทศไทยถือว่ามาไกลกว่าหลายประเทศในโลกพอสมควร เพราะหากนับเฉพาะแค่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยเป็นประเทศที่สองต่อจากประเทศสิงคโปร์ที่มีโครงการถอดรหัสพันธุกรรมระดับประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลกที่สามารถทำให้บริการการแพทย์จีโนมิกส์สามารถเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง 30 บาท ยังมีรายละเอียดที่พูดถึงกระบวนการสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมของคนไทยภายใต้แผนจีโนมิกส์ประเทศไทย
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/todaybizview
Leave a Reply