หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้กับมลพิษและเธอชนะ Lois Gibbs ผู้ได้รับฉายาว่า ‘คุณแม่ที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม’

“ฉันเข้าใจมาตลอดว่าหากคุณมีปัญหา รัฐบาลก็ควรจะช่วยเหลือคุณ” Lois Gibbs คุณแม่ลูกสอง กล่าวในปี 1998 “พวกเขาสอนคุณเรื่องนั้นในโรงเรียน” แต่ทว่าในปัจจุบันนี้ “มีคนไม่ กี่คนที่มีอำนาจ ทุกครั้งที่คุณเดินไปรอบ ๆ คุณก็จะกลับมาคนไม่กี่คนเหล่านั้นอยู่เสมอ”
เมื่อ Lois และ Harry Gibbs ย้ายไปอยู่บ้านสามห้องนอนใกล้กับน้ำตกไนแอการา รัฐนิวยอร์กในปี 1972 Lois คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าโชคดีที่สุดราวกับถูกรางวัลที่ 1 เพราะมันเป็นพื้นที่ที่สวยงามตระการตาอย่างยิ่ง เรียบร้อยเงียบสงบ อีกทั้งยังมีสามีที่ดีและเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกัน มันถูกเรียกว่าย่าน ‘Love Canal’ แต่สิ่งต่างๆกลับไม่ใช่อย่างที่ตาใหเห็นพื้นที่ ที่สวยงามนี้กลับมีปัญหาซ่อนอยู่ ปัญหาที่จะนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บและการสูญเสียจนกลายเป็นความขัดแย้งในเวลาต่อมาหลายปีก่อนหน้าที่จะถูกพัฒนาเป็น Love Canal พื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นที่ทิ้งขยะมาก่อน ซึ่งมาจากบริษัท Hooker Chemical and Plastics Corporation ซึ่งฝังสรารเคมีที่เป็นมลพิษลงไปใต้พื้นดินมากกว่า 20,000 ตันในระหว่างปี 1942 ถึง 1952 พร้อมกับมีสัญญาที่ระบุว่าจะไม่มีการรับผิดชอบใดๆ เกี่ยวกับสารเคมีที่ถูกทิ้งเพื่อจำกัดความรับผิดชอบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อเวลาผ่านไป ที่ดินเหล่านั้นกลายเป็นย่านชุมชนที่มีทั้งบ้าน โบสถ์ ร้านค้า โรงเรียน สวน และต้นไม้ พร้อมกับเด็กที่วิ่งเล่นไปมาจำนวนมาก ในตอนแรกชาวเมืองใช้ชีวิตอย่างปกติสุข หลายครั้งผู้คนพาลูกๆมาปิกนิกตามสวน ตามต้นไม้ในสนามเด็กเล่นของโรงเรียนเพื่อรับประทานอาหารกลางวันแต่แล้วสัญญาณแรกของปัญหาก็เริ่มต้น ในปี 1976 หรือ 4 ปีหลังจากการย้ายเข้าอยู่ครั้งแรก หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Niagara Gazzett ก็ได้รายงานว่าบ้านบางหลังในย่าน Love Canal มีปัญหาเรื่อง การทำความสะอาดสารเคมีที่อยู่ในห้องใต้ดิน ซึ่งทาง Lois ไม่ได้ให้ความสนใจมากนักจนกระทั่งลูกชายวัย 5 ขวบของเธอมีความผิดปกติในตอนแรก “ฉันคิดว่า Michael มีความอ่อนไหวมากกว่าเด็กทั่วไป และคณะกรรมการโรงเรียนควรย้ายเขา(ไปโรงเรียนอื่น)ในทันที” Lois กล่าว Michael ที่เป็นเด็กปกติกลับเริ่มมีอาการชัก แต่สิ่งที่แปลกก็คือครอบครัวนี้ไม่มีใครมีประวัติเป็นโรคลมชัก (epilepsy) เลย รวมทั้งการปรึกษาหารือกับนักชีววิทยาที่เป็นพี่เขยระบุว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับโรคทางพันธูกรรม Lois จึงสงสัยว่า ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับสารเคมีที่อยู่ในสถานที่นั้นๆ หรือไม่จึงทำเรื่องขอย้าย Michael ไปโรงเรียนอื่น ทว่าคณะกรรมการกลับปฏิเสธคำขอ “ฉันมีอารมณ์แบบชาวไอริช คุณไม่สามารถนั่งตรงนั้นแล้วบอกฉันว่าจะไม่ย้ายลูกของฉัน” Lois บอก “เราควรจะแก้ไขปัญหานี้” Lois ลุกขึ้นมาอย่างกล้าหาญด้วยการเดินไปเคาะประตูตามบ้าน พร้อมกับคำเรียกร้องให้มีการปิดโรงเรียนเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงและเมื่อเธอพบกับคนอื่น ๆ Lois ก็ตระหนักได้ในทันที่ว่า ลูกของเธอไม่ได้ป่วยแค่คนเดียวกลายเป็นเด็กและคนส่วนใหญ่มีปัญหาสุขภาพ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นอะไรเลย
ผู้คนใน Love Canal ป่วยเป็นโรคต่างๆตั้งแต่สมาธิสั้นไปจนถึงโรคลมชัก ไมเกรน มีการแท้งลูกจำนวนมาก เพื่อนบ้านหลายคนเริ่มเป็นมะเร็ง มีปัญหาไต ปัญหาปอด และอื่นๆ อีกหลายอย่าง ท้ายที่สุดแล้วเมื่อรวบรวมข้อมูลออกมา เด็กกว่า 56% ที่เกิดนภายใน 5 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ Lois ย้ายเข้ามาอยู่มีความผิดปกติแต่กำเนิด “ฉันได้ยินมาว่ามีเด็กอายุ 12 ปีที่ต้องผ่าตัดมดลูก” Lois บอก “ผู้หญิงที่ตั้งท้องลูกกลับเสียชีวิตถึง 2 คน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ” หน่วยงานสาธารณะสุขของรัฐตกลงที่จะเข้ามาทำการตรวจสอบพื้นที่ แต่ทว่ากลับมีความคืบหน้าอย่างช้า ๆ ยังไงก็ตามเมื่อเจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มทำการทดสอบผู้คนก็ตกใจกับผลลัพธ์ที่ได้ มันไม่ใช่แค่สนามเด็กเล่นแต่รวมถึงห้องใต้ดินลานหลังบ้านห้องนอน ท่อระบายน้ำ และทุกๆอย่าง ไม่เพียงเท่านยั้น มหาสมุทรก็เต็มไปด้วยสารเคมีร้ายแรงที่ไหลซึมออกไปจากพื้นดินของเมืองเช่น benzene, dioxin, toluene เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์สามารถยืนยันสารประกอบที่อันตรายถึงชีวิตได้มากกว่า 100 ชนิดในย่าน Love Canal มันมีอยู่เต็มไปหมดทั้งในอากาศ และน้ำบาดาล Lois และเพื่อนบ้านอีกหลายคนร่วมกันก่อตั้งสมาคมที่ชื่อว่า ‘Love Canal Neighborhood Association’ เพื่อรวบรวมข้อมูลความผิดปกติที่เกิดขึ้นในละแวกบ้านรอบๆและนำมาเป็นหลักฐานยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ทว่าการหาคนที่เหมาะสมมารับฟังปัญหากลับแทบเป็นเรื่องที่ยากเย็น Lois และทุกคนในสมาคมใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมงในการคุยโทรศัพท์ไปตามสำนักงานต่างๆ เพื่อขอร้องให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและระดับชาติเข้ามาช่วยเหลือกระนั้นคำร้องก็ถูกหมุนเวียนไปตามหน่วยงานต่างๆราวกับเป็นของที่ไม่มีใครต้องการขณะเดียวกันชีวิตที่อยู่รอบๆของ Lois ก็เริ่มพังทลายลงทีละคนสองคน บางคนตายอย่างน่าเศร้ารวมถึง John Allen Kenny ที่มักจะว่ายน้ำลำธารหลังบ้านของเขาเอง ซึ่งเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ผู้คนร้องไห้กดดัน และหวาดกลัว แต่คำร้องและคำขอความช่วยเหลือกลับไม่ได้รับคำตอบในเดือนสิงหาคม 1978 เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ทำการเคลื่อนย้ายสตรีมีครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบออกจากย่าน Love Canal ทว่าก็ยังไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหา ทีมของ Lois ทำการฟ้องร้อง ล้อมรั้ว และเผยแพร่หลักฐานจำนวนมากขึ้นเกี่ยวกับมลพิษผลกระทบด้านสุขภาพนั้นเลวร้ายมาก รายงานวิจัยที่ติดตามผลในเวลาต่อมาได้เผยให้เห็นว่าผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในระแวกย่าน Love Canal นั้นมีความเสี่ยงที่จะคลอดลูกที่มีความผิดปกติแต่กำเนิดถึง 2 เท่า ไม่เพียงเท่านั้น ชาวเมืองก็ยังเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ มะเร็งปอด ไต และกระเพาะปัสสาวะเมื่อกระแสปัญหาโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น ในที่สุดรัฐบาลก็ไม่สามารถทนอีกต่อไปในเดือนพฤษภาคมปี 1980 ประธานาธิบดี Jimmy Carter ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ครัวเรือนมากกว่า 950 ครอบครัวก็ออกจากพื้นที่มลพิษดังกล่าว พร้อมกับมีคำสั่งเคลียร์พื้นที่ ซึ่งนับว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิงคนหนึ่ง Lois Gibbs ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้นำการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมของโลก ความพยายามและการต่อสู้ดั่งกล่าวทำให้สารเคมีอันตรายที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พื้นดินกลายเป็นที่สนใจของทั่วประเทศ ทำให้เกิดโครงการ Superfund ของหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมขึ้น พร้อมกันนั้นยังกระตุ้นให้เกิดงานวิจัยเกี่ยวกับอันตรายของสารเคมีในมนุษย์มากขึ้นแม้ว่าลูกๆ ของ Lois จะมีสุขภาพดีขึ้นในปัจจุบัน แต่เธอยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพระยะยาวอยู๋ตลอดเวลา แต่การกระทำของเธอได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักอนรุกษ์และผู้คนทั่วไปในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่สะอาดให้กับลูกหลานรุ่นต่อๆไป เรื่องราวนี้ได้ถูกถ่ายทอดในภาพยนต์สารคดีหลายเรื่อง โดยเรื่องล่าสุดคือ Poisoned Ground ของ American Experience: The Tragedy at Love Canal ซึ่งเปิดตัวในวันคุ้มครองโลกปี 2024 ที่ผ่านมา “ประชาธิปไตยได้ผล” Lois กล่าว “เรายืนหยัดร่วมกันและ มีเป้าหมายที่เป็นเอกภาพ คุณสามารถทำเช่นนั้นกับปัญหาใดก็ได้ หากผู้คนมีส่วนร่วมใน ระบอประชาธิปไตย เราก็สามารถเปลี่ยนโลกในแบบที่ไม่อาจจินตนาการได้ในทุกวันนี้”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/environman.th


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *