
ได้ให้คำแนะนำในประเด็นนี้ได้เป็นอย่างดีครับ ผู้เขียนเธอเป็นนักจิตวิทยาชื่อดังที่เคยถูกจับอยู่ในค่ายเอาช์วิทซ์ของนาซีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วรอดออกมาได้แต่ตลอดชีวิตการเป็นนักบำบัดของเธอ ก็ทำให้เธอได้เรียนรู้ว่าคุกที่เลวร้ายที่สุดไม่ใช่คุกของพวกนาซีแต่เป็นคุกที่อยู่ภายในใจของเราต่างหาก ที่คอยกักเก็บความทรมานและอารมณ์ด้านลบของเราเอาไว้มีบทนึงเธอเล่าให้ฟังว่า ลูกสาวของเพื่อนเธอกลับมาจากโรงเรียน แล้วก็หงุดหงิดมากเพราะถูกเพื่อนล้อว่า “ไอ้หน้าโง่” เพื่อนเธอเลยมาขอคำแนะนำจากเธอว่าควรทำยังไงดี เธอให้แนะนำได้น่าแปลกใจครับ เธอบอกว่าอย่างแรกสุดคือต้องหยุดปกป้องตัวเองจากอาชญากรรมที่ไม่ได้ก่อ ไม่จำเป็นต้องไปตะโกนด่ากลับว่า “แกสิโง่ ฉันไม่ใช่หน้าโง่ซะหน่อย” ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อความคิดของใครหลายคนมาก ใครกันล่ะจะไม่อยากปกป้องตัวเองผู้เขียนเธอบอกว่า ให้คิดว่าพวกคนพาลก็แค่โยนปลายเชือกให้คุณและหวังให้คุณหยิบเชือกนั้นขึ้นมาชักกะเย่อกับเขา ถ้าคุณทำแบบนั้นคือคุณสร้างคุกขึ้นมาขังอารมณ์ของตัวเองเรียบร้อยแล้วมีแค่คุณเท่านั้นที่จะยุติการกิจกรรมนี้ได้ ก็คือไม่ต้องสนใจปลายเชือกนั้นตั้งแต่แรกครับ ผู้เขียนบอกว่านี่คือวิธีที่เธอใช้เพื่อเอาชีวิตรอดตอนอยู่เอาช์วิทซ์ เพราะบรรดาทหารนาซีมักจะตะโกนด่านักโทษ คอยลดทอนความเป็นมนุษย์อยู่เสมอว่า “แกมันไอ้พวกไร้ค่า” หรือ “ไอ้พวกสกปรก” หากเธอตะโกนด่ากลับ เธอคงไม่มีชีวิตรอดออกมาแน่ และนั่นคงไม่มีประโยชน์อะไรกับใครเลย มันแทบไม่ใช่การแสดงความแข็งแกร่งด้วยซ้ำ แต่ความแข็งแกร่งและอิสรภาพที่แท้จริงของเธอมาจากภายใน เธอไม่ได้ถูกกักขังด้วยคำพูดด้อยค่าเหล่านั้น เพราะลึกๆ แล้วเธอรู้ว่าเธอมีค่ามากกว่านั้น มากกว่าถ้อยคำที่ทหารนาซีบอกเว้นเสียแต่ว่า หากมีการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น เช่น สามีตบตีภรรยา กรณีนี้คุณจะอยู่เฉยไม่ได้ คุณต้องออกมาทันที เพราะถ้าคุณไม่ออกมาแต่แรกด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม คนที่ทำร้ายคุณจะคิดว่าคุณไม่เอาจริงและเหตุการณ์จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ เพราะเขาเชื่อว่าคุณไปไหนไม่รอดหากไม่มีเขาซึ่งไม่จริง ชีวิตคุณมีค่ากว่านั้นครับข้อคิดที่ผมได้จากการอ่านบทดังกล่าวก็คือ “เรามีค่าเกินกว่าจะพิสูจน์ตัวเองให้คนถ่อยเห็น” จริง ๆ แล้วนี่คือการขยายความเรื่องลูกสาวที่ถูกด่าว่าหน้าโง่เมื่อสักครู่ครับ ในชีวิตจริงเราก็เจออะไรทำนองนี้เยอะเช่นกัน มีคนใจร้ายและคนถ่อยเถื่อนมากมายที่พร้อมจะทำร้ายจิตใจ และดูถูกคุณหลายคนมักจะบอกให้เอาคำดูถูกมาเป็นแรงผลักดันในการทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จ ซึ่งผมไม่เถียง นะครับ ใครโอเคกับแนวทางนี้ก็ทำได้ ไม่ว่ากัน และหากคุณประสบความสำเร็จได้จริง ผมยินดีด้วยครับ แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ชอบคำแนะนำนี้เหมือนกัน (เช่นผม) เราเพิ่งโดนดูถูก โดนต่อว่ามา จะให้มาเป็นแรงผลักดันได้ยังไงล่ะ เรากำลังเสียใจอยู่ ขอเลียแผลเงียบๆ ได้ไหมถ้าคุณเป็นคนประเภทหลัง บางทีคุณอาจไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรให้คนเหล่านั้นเห็นนะครับ เพราะเขาก็คงดูถูกคนอื่นไปเรื่อยนั่นแหล่ะสุดท้ายนี้ก็แค่อยากให้วิธีนี้เป็นทางเลือกสำหรับคุณเวลาโดนดูถูกครับ คุณมีค่าเพียงพอจนไม่ต้องพิสูจน์อะไรให้ใครเห็นอยู่แล้วครับ
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=284944681025939&set=a.121308694056206
Leave a Reply