หมอนรองกระดูกเสื่อม ไม่ใช่ปัญหา! 6 วิธีดูแลตัวเองแบบธรรมชาติ

ในปัจจุบันภาวะ ‘ปวดหลังเรื้อรัง’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือพบได้เฉพาะในผู้สูงอายุเหมือนในอดีต จากสถิติพบว่าโรคหมอนรองกระดูกเสื่อมนี้สามารถพบได้บ่อยในคนวัยทำงานตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป มักมีสาเหตุมาจากการใช้งานกระดูกสันหลังอย่างไม่เหมาะสมหรือนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควรหากสำรวจนอกจากการรักษาตามแพทย์แผนปัจจุบันแล้วหลายคนยังให้ความสนใจเกี่ยวกับแนวทางการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่นำไปใช้เสริมหรือใช้ร่วมกับการแพทย์สมัยใหม่ได้เป็นอย่างดีสามารถช่วยบำบัดรักษาอาการเจ็บปวดและช่วยให้ผู้ป่วยดำเนินชีวิตได้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นข้อควรระวังในการเลือกรักษาโรคปวดหลังเรื้อรังแบบธรรมชาติแม้ว่าการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นแบบธรรมชาติจะสามารถทำได้ง่ายและสะดวกแต่ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรศึกษาและทำความเข้าใจถึงพื้นฐานของแนวทางการรักษาแบบต่างๆและควรปรึกษาแพทย์เพื่อประกอบการตัดสินใจทุกครั้ง เนื่องจากการรักษาโรคปวดหลังเรื้อรังแบบธรรมชาติไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกรายและผู้ป่วยแต่ละรายก็มีความต้องการ หรือระดับความรุนแรงของโรคไม่เท่ากันและที่สำคัญ ไม่ว่าจะเลือกรักษาด้วยวิธีไหนควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าวิธีที่เลือกได้รับมาตรฐานหรือการรับรอง ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและเพื่อป้องกันไม่ให้อาการของโรคทรุดลงจนถึงขั้นเป็นอัมพาตหรือทุพพลภาพ 6 วิธีธรรมชาติรักษาโรคปวดหลังเรื้อรัง1. การกดจุด การกดจุดเป็นศาสตร์การแพทย์แผนจีนที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน โดยการกดจุดจะเน้นการใช้นิ้ว ฝ่ามือ และข้อศอกกดกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองในบริเวณนั้น ๆ ซึ่งสามารถช่วยทำให้พลังงานในร่างกายหมุนเวียนถ่ายเทได้ดีขึ้น และสามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดและอักเสบได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการกดจุดจะเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยแต่สตรีตั้งครรภ์และผู้ที่มีความดันเลือดสูงควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษาเสมอ 2. การฝังเข็ม การฝังเข็มเป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือก ที่มักใช้เป็นการรักษาร่วมกับการทำกายภาพบำบัด โดยมีหลักการคือ การฝังเข็มจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นโดรฟินเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้ ทำหน้าที่คล้ายกับยาลดปวดแบบธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย และกระตุ้นให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้ดียิ่งขึ้น 3. การจัดกระดูก การจัดกระดูกเป็นการช่วยดึงให้หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาให้กลับเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง แต่ทั้งนี้ ก่อนเข้ารับการจัดกระดูกผู้ป่วยควรได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์ก่อนเสมอเพราะในบางกรณีหากทำไม่ถูกต้อง หรือไม่ตรงจุด ก็จะทำให้อาการของโรคแย่ลงหรือหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมามากกว่าเดิม 4. การทานคอลลาเจนโครงสร้างส่วนใหญ่ของหมอนรองกระดูกประกอบด้วย น้ำ คอลลาเจนและส่วนประกอบอื่นๆ รวมถึงโปรตีน ดังนั้น การเน้นรับประทานอาหารที่มีปริมาณคอลลาเจนสูง โดยเฉพาะประเภทซุปกระดูกหมู หรือซุปกระดูกสัตว์อื่นๆก็จะทำให้ผู้ป่วยได้รับคอลลาเจนในปริมาณที่เพียงพอจะสามารถเข้าไปช่วยซ่อมแซมหมอนรองกระดูกและเนื้อเยื่อบริเวณรอบๆ ที่ได้รับบาดเจ็บได้ 5. การทานอาหารเสริม นอกจากคอลลาเจนแล้วสารอาหารและแร่ธาตุชนิดอื่นๆ ที่สามารถช่วยในการรักษาและซ่อมแซมหมอนรองกระดูกเสื่อมได้ดี มีดังต่อไปนี้ สารอาหารจำพวกกรดอะมิโน อาทิ กลูตามีน (glutamine) ไกลซีน (glycine) โพรลีน (Proline) และอาร์จินีน (arginine) โอเมก้า 3 (Omega 3) ปริมาณ 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เมทิลซัลโฟนินมีเทน หรือ MSM (methyl-sulfonyl-methane) กลูโคซามีน (Glucosamine) และ คอนดรอยติน (Chondroitin) สมุนไพรที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบ เช่น ขมิ้น 6. การนวด การนวดด้วยวิธีการรีดเส้น ประกอบกับการบีบนวด สามารถช่วยลดอาการปวดเรื้อรังได้เป็นอย่างดี การนวดถือเป็นการกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ส่งผลให้ออกซิเจนและสารอาหารเข้าไปซ่อมแซมบริเวณกล้ามเนื้อ เกิดการถ่ายโอนของเสีย ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายความตึงตัวและลดการอักเสบกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลรามคำแหง ทีมศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลรามคำแหง พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัย รักษาและผ่าตัดกระดูก โดยใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีคุณภาพภายใต้มาตรฐานสากลทำให้ผู้ป่วยทุกคนวางใจสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างปลอดภัย และไร้กังวล

Source: https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/2422
© โรงพยาบาลรามคำแหง – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางครบทุกสาขา


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *