
เวลาเราเจอใครบางคนชอบโยนความผิดให้คนอื่นไม่เคยยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองเรามักจะได้ยินคำแซวขำๆว่าตอนเด็กๆล้มแล้วแม่ตีพื้นให้แน่ๆคำพูดล้อเล่นนี้แม้ฟังดูน่ารักแต่มันกลับสะท้อนถึงพฤติกรรมการเลี้ยงดูในชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นจริงในหลายครอบครัวเมื่อความรักของพ่อแม่กลายเป็นบทเรียนที่ลืมคิดภาพที่คุ้นเคยเมื่อเด็กสะดุดล้มจนร้องไห้คือพ่อแม่รีบเข้าไปอุ้มปลอบแล้วใช้มือตีพื้นหรือตีเก้าอี้พร้อมพูดว่าตีพื้นให้แล้วนะมันทำให้หนูล้ม!
เจตนาของพ่อแม่
- ต้องการปลอบประโลมเบาบางความเจ็บปวด
- ช่วยให้ลูกหายตกใจและหยุดร้องไห้โดยเร็วที่สุด
สิ่งที่เด็กอาจซึมซับโดยไม่รู้ตัว
- เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น “ต้องมีคนอื่นหรือสิ่งอื่นผิดเสมอ”
- ไม่จำเป็นต้องมองการกระทำของตัวเองก่อน เพราะมีสิ่งอื่นให้โทษเสมอ
นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ (หมอม็อด) แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็กโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิทและเจ้าของเพจหมอม็อด หมอเด็กขอเล่าได้ให้มุมมองน่าสนใจว่าหากสิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำๆวันหนึ่งเด็กอาจไม่ได้แค่เรียนรู้วิธีหยุดร้องไห้แต่อาจค่อยๆซึมซับวิธีคิดว่าเมื่อทำอะไรผิดพลาดไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบหรือมองสิ่งที่ตัวเองทำก่อนในวินาทีที่ลูกล้มสิ่งที่เขาต้องการจริงๆคืออะไร? เมื่อลูกล้มหรือบาดเจ็บสมองของเด็กจะอยู่ในภาวะตกใจและรับรู้ถึงความเจ็บปวดในวินาทีนั้นเด็กยังไม่พร้อมรับฟังเหตุผลคำอธิบายหรือการหาคนผิด สิ่งที่ลูกต้องการที่สุดไม่ใช่การชี้ว่าใครผิดแต่คือ
- ความรู้สึกปลอดภัยรู้ว่ามีคนอยู่ข้างๆ คอยปกป้อง
- การยอมรับความรู้สึกรู้ว่าเขาสามารถเจ็บร้องไห้และล้มลงได้
- กำลังใจในการลุกขึ้นรู้ว่ามีมือที่พร้อมจะช่วยให้เขาลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
3 ขั้นตอนเปลี่ยนวิกฤตลูกล้มให้เป็นบทเรียนความรับผิดชอบ
หากครั้งหน้าลูกสะดุดล้มลองเปลี่ยนจากพฤติกรรมเดิมๆมาใช้เทคนิคนี้รับมือ
- 1. หยุดมือชั่วคราว (Pause) ควบคุมสัญชาตญาณที่จะตีพื้นหรือโทษสิ่งรอบตัว
- 2. โอบกอดและยอมรับอารมณ์ (Validate) กอดปลอบด้วยความอบอุ่นนิ่งและพาไปยังที่ปลอดภัยใช้คำพูดเปิดรับ เช่น “เจ็บไหมครับ/ค่ะ แม่/พ่อ อยู่ตรงนี้แล้วนะ”
- 3. ชวนเรียนรู้เมื่ออารมณ์สงบ (Reflect & Rise): เมื่อลูกหยุดร้องไห้และอารมณ์ดีขึ้น ค่อยพาไปดูจุดที่ล้ม เช่น เมื่อกี้เราสะดุดตรงไหนนะ? อ๋อสะดุดเชือกรองเท้า/ก้อนหินเนอะวันหลังเราต้องระวังและมองทางให้ดีขึ้นนะครับแล้วค่อยชวนกันลุกขึ้นยืน
สรุปบทเรียนสำหรับพ่อแม่ เป้าหมายสูงสุดของการเลี้ยงลูกไม่ใช่การปกป้องเขาจนไม่เคยล้มหรือพยายามเนรมิตให้เส้นทางชีวิตราบรื่นไร้สิ่งอุปสรรคแต่คือการสอนให้เขารู้ว่าเมื่อล้มลงแล้วสามารถกล้าส่องกระจกมองตัวเอง รับผิดชอบในส่วนของตนและลุกขึ้นยืนใหม่ได้ด้วยความมั่นใจโดยไม่ต้องโยนความผิดให้โลกใบนี้”
Leave a Reply