
“เลิกเศร้าได้แล้ว” “คิดบวกหน่อยสิ” “ทำไมไม่สู้เลย” คำพูดเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักได้รับฟังบ่อยๆและอันที่จริงแม้กระทั่งตัวผู้ป่วยเองก็พยายามบอกตัวเองแบบนั้นแต่สุดท้ายก็ยังดิ่งและทำไม่ได้อยู่ดีเพจเราอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจใหม่ว่านี่ไม่ใช่เรื่องของความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องของความพ่ายแพ้และไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่สู้แต่ในความเป็นจริงแล้วอวัยวะที่ชื่อว่าสมองกำลังได้รับความเสียหายระดับเซลล์จนไม่สามารถควบคุมความคิดลบได้ต่างหากครับ
รู้จัก Microglia เมื่อองครักษ์พิทักษ์สมอง เปลี่ยนเป็นผู้ทำลาย
เดิมที Microglia (ไมโครเกลีย) เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในสมองมานาน มีหน้าที่เป็นอัศวินคอยจับกินสิ่งแปลกปลอมและเคลียร์ขยะในสมองแต่เนื่องจากมันมีต้นกำเนิดมาจากระบบภูมิคุ้มกันมันจึงมีสัญชาตญาณอย่างหนึ่งคือหากมีระบบความเครียด (Stress) เปิดขึ้นรุนแรงมากพอมันจะปล่อยสารสื่ออักเสบออกมาเพื่อปรับพื้นที่และระดมพลเม็ดเลือดขาวเข้ามาแก้ปัญหาจุดเปลี่ยนสู่โรคซึมเศร้าเมื่อเผชิญกับความเครียดเรื้อรังมลพิษ หรือสารพิษสะสมไมโครเกลียจะเปลี่ยนร่างไปอยู่ในสภาวะดุร้ายเรียกว่า Microglia M1 และปล่อยสารก่อการอักเสบออกมาอย่างต่อเนื่องเกิดเป็นภาวะสมองอักเสบเรื้อรัง (Neuroinflammation) ส่งผลให้เซลล์ประสาทที่เคยแตกแขนงเชื่อมต่อกันอย่างเหนียวแน่นกลายเป็นฝ่อสั้นแตกแขนงน้อยลงและสร้างสารสื่อประสาทได้ลดลงอย่างมากเมื่อสมองส่วนควบคุมอารมณ์และการตัดสินใจเสียหายร่างกายจึงแสดงอาการดิ่งเศร้าสิ้นยินดีนอนไม่หลับและไร้เรี่ยวแรงออกมานั่นเอง
4 ปัจจัยร่วมที่เซ็ตระบบสมองให้เสี่ยงซึมเศร้าง่ายกว่าคนอื่น
ทำไมสมองของบางคนถึงเกิดการอักเสบยาวนานกว่าปกติ? วิทยาศาสตร์พบว่าเกิดจากหลายปัจจัยผสมผสานกัน ดังนี้
- พันธุกรรมเสี่ยงยีนบางตัวทำให้ระบบการสร้างสารสื่อประสาทหรือสารงอกปลายประสาททำงานต่ำกว่าปกติมาตั้งแต่ต้น
- รอยแผลทางอีพิจีเนติกส์ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก เช่น การโดนทำร้ายร่างกาย จิตใจหรือถูกทอดทิ้งจะเข้าไปปรับเปลี่ยนการถอดรหัสบนสาย DNA ทำให้เมื่อเติบโตขึ้นระบบตอบสนองต่อความเครียดจะเปิดทำงานรุนแรงและยาวนานกว่าคนทั่วไป
- ลำไส้เสียสมดุลพฤติกรรมการกินอาหารแปรรูปน้ำตาลสูงไขมันเลวและมีเส้นใยน้อย รวมถึงการขาดการออกกำลังกายทำให้แบคทีเรียตัวดีในลำไส้ลดลงส่งผลกระทบส่งสัญญาณย้อนกลับขึ้นมาทำลายสมองผ่านแกนสมอง-ลำไส้
- บุคลิกภาพแฝงความเครียดกลุ่มคนที่มองโลกในแง่ร้ายง่ายหรือกลุ่มที่มีพฤติกรรมใฝ่ความสมบูรณ์แบบจัดจะสร้างความเครียดในสมองซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว
ข้อมูลเพิ่มเติมทำไมวิธีแก้เครียดทั่วไปถึงไม่ได้ผลในช่วงโรคกำเริบ?
ในขณะที่โรคกำลังกำเริบสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาพังยับเยินการบอกให้ผู้ป่วยไปเที่ยวพักผ่อน “นั่งสมาธิ” หรือ “ปรับทัศนคติ” จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก (เปรียบเหมือนคนขาหักแต่เราไปบังคับให้เขาฝึกวิ่ง) สิ่งที่พวกเขาต้องการในขณะนั้นไม่ใช่คำสอนแต่คือการรักษาทางการแพทย์เพื่อหยุดยั้งสงครามการอักเสบในสมองก่อนครับ
แนวทางการรักษาและกู้คืนระบบสมองให้กลับมาฟิตเต็มร้อย
หากคุณหรือคนที่คุณรักมีอาการเพลียลึกลับและดิ่งเรื้อรังวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดตามหลักวิชาการแบ่งออกเป็น 2 ระยะดังนี้
ระยะเร่งด่วนปิดสวิตช์การอักเสบในสมอง
- การใช้ยาต้านเศร้า ยาสมัยใหม่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ปรับสารสื่อประสาทแต่มีฤทธิ์สำคัญในการลดการอักเสบของ Microglia และกระตุ้นการหลั่งสารเพื่อช่วยให้เซลล์ประสาทแตกแขนงและซ่อมแซมตัวเองได้อีกครั้ง
- จิตบำบัด การทำหรือการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญจะช่วยปรับประจุความคิดลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียดช่วยหยุดต้นตอที่ไปกระตุ้นไมโครเกลีย
ระยะฟื้นฟูระยะยาวปรับไลฟ์สไตล์ต้านอักเสบ
เมื่อกำลังวังชาและสมองเริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้วให้ทยอยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
- ปรับสารอาหารสมองเน้นทานอาหารกลุ่ม Mediterranean Diet ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบสูง เช่น ปลาทะเลที่มีโอเมก้า-3 สูง, ผักใบเขียว, ถั่วเปลือกแข็งและทานโยเกิร์ต/กิมจิ เพื่อเพิ่มโพรไบโอติกส์กู้สมดุลลำไส้
- ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอการออกกำลังกายระดับปานกลางสม่ำเสมอจะช่วยขับสารมาซ่อมสมองโดยตรง
- จัดระเบียบการนอนและตัด Toxic นอนหลับให้มีคุณภาพเพื่อล้างขยะในสมองและพาตัวเองออกห่างจากสภาพแวดล้อมหรือผู้คนที่คอยบั่นทอนจิตใจ
อย่าปล่อยให้คำว่า “คิดมากไปเอง” มาห้ามไม่ให้คุณไปพบแพทย์หากอวัยวะภายในสมองกำลังร้องขอความช่วยเหลือทางการแพทย์อยู่ครับ
Leave a Reply