หลับง่ายเป็นคนมีบุญ? การหลับกับสมอง ยิ่งหลับลึกยิ่งดีช่วยให้เราเรียนรู้อะไรๆได้ดีขึ้น

อยากถือโอกาสเชิญชวนให้ผู้อ่านทุกคนใส่ใจกับการนอนให้มีคุณภาพที่สุดหลับลึกนอนเต็มอิ่ม เพื่อชีวิตที่มีความสุข สดชื่น เบิกบานใจในทุกๆวัน การนอนหลับคอยฟื้นฟูและเป็นตัวกำหนดการทำหน้าที่หลายอย่างของสมอง การนอนหลับแต่ละระยะ ไม่ว่าจะเป็นการหลับตื้น หรือหลับลึก ล้วนให้ประโยชน์แตกต่างกันไปต่อสมองในแต่ละช่วงเวลา ตรงข้ามหากสูญเสียการหลับแบบใดแบบหนึ่งย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมอง แมตธิว วอล์เกอร์ ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยา และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์การนอนหลับ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Why We Sleep ย้ำว่าการหลับช่วยในเรื่องความจำ ช่วยเตรียมสมองให้พร้อมเริ่มสร้างความจำใหม่ และยังช่วยผนึกความจำเหล่านั้นให้แนบแน่น และป้องกันไม่ให้ลืมด้วยเขาบอกว่า การหลับก่อนการเรียนรู้ ช่วยฟื้นฟูความสามารถที่จะเริ่มสร้างความจำใหม่ เพราะขณะที่เราตื่นสมองจะได้รับและซึมซับข้อมูลใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม โอกาสสร้างความจำที่ผ่านเข้ามาจะถูกสมองส่วนใดส่วนหนึ่งคว้าเอาไว้ สำหรับข้อมูลที่ต้องเรียนรู้จากการท่องจำ เช่น ชื่อคน เบอร์โทรศัพท์ หรือสถานที่ที่เราจอดรถไว้ บริเวณสมองที่เรียกว่า ฮิปโปแคมปัส (hippocampus) จะช่วยทำความเข้าใจประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาและร้อยเรียงรายละเอียดเข้าด้วยกัน เป็นแหล่งเก็บระยะสั้นหรือคลังเก็บข้อมูลชั่วคราวสำหรับสั่งสมความจำใหม่ๆ เพราะมีพื้นที่จำกัดนั่นเอง เหมือน USB ของเรานี่แหละ หากใช้งานเกินความจุก็จะใส่ข้อมูลใหม่ไม่ได้อีก ที่แย่คือเผลอบันทึกความจำซ้อนทับกัน ทำให้ลืมนั่นเอง
.มีการทดสอบอาสาสมัครหนุ่มสาว โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งงีบหลับ อีกกลุ่มไม่งีบหลับ โดยในเวลาตอนเที่ยงวันให้ผู้เข้าร่วม 2 กลุ่มเข้าชั้นเรียนอย่างเข้มข้น โดยจับคู่ใบหน้ากับชื่อคน 100 ชื่อ เพื่อให้ฮิปโปแคมปัสทำงานอย่างหนัก ทั้งสองกลุ่มทำงานได้ดีๆ พอๆ กัน จากนั้นให้กลุ่มหนึ่งหลับเป็นเวลา 90 นาทีในห้องปฏิบัติการที่ติดขั้วไฟฟ้าไว้ที่ศีรษะเพื่อตรวจวัดการหลับ ส่วนกลุ่มที่ไม่งีบหลับยังตื่นอยู่ในห้องปฏิบัติการ และทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เล่นอินเทอร์เน็ต หรือบอร์ดเกม พอถึงเวลา 18.00 น.ให้ผู้เข้าร่วมทั้งหมดเข้าชั้นเรียนอย่างเข้มข้นอีก โดยอัดข้อมูลใหม่เข้าไปอีก 1 ชุด นั่นคือจดจำใบหน้าและชื่อคนอีก 100 ชื่อ ผลการทดสอบพบว่ากลุ่มที่ตื่นอยู่ตลอดวันเรียนรู้ได้แย่ลงเรื่อยๆ แม้ว่าการจดจ่อ และตั้งสมาธิจะยังคงเดิม ส่วนกลุ่มงีบหลับทำได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด สรุปได้ว่ากลุ่มที่นอนหลับได้เปรียบด้านการเรียนรู้มากกว่าอีกกลุ่มถึง 20% แมตธิว อธิบายไว้ว่า ขณะนอนหลับ มีกระบวนการทางไฟฟ้าเกิดขึ้น นั่นคือมีการผลิตคลื่นรูปกระสวย ใครผลิตได้มากเท่าไหร่ขณะหลับ การเรียนรู้ก็ยิ่งฟื้นตัวมากเท่านั้น น่าทึ่งกว่านั้นก็คือ กระแสไฟฟ้าที่แล่นเป็นจังหวะไปทั่วสมองทุกๆ 100-200 มิลลิวินาที จะคอยถักทอเส้นทางไปกลับระหว่างฮิปโปแคมปัส กับสถานที่จัดเก็บระยะยาวที่มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่า หรือคอร์เทกซ์ (cortex) ทำให้คลังเก็บข้อมูลระยะสั้นกลับมามีที่ว่างเหลือเฟืออีกครั้ง นั่นทำให้กลุ่มที่งีบหลับตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสามารถในการฟื้นตัวเตรียมรับข้อมูลใหม่ๆ มาเก็บไว้ในฮิปโปแคมปัส การเรียนรู้ข้อมูลใหม่จึงเริ่มต้นขึ้นได้อีกครั้งในวันต่อมา เมื่อคณะนักวิจัยเปลี่ยนมาทำวิจัยซ้ำแบบเดียวกันนี้เป็นการนอนหลับตลอดคืน ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน หมายถึงความสามารถในการเรียนรู้ฟื้นตัวกลับมาในชั่วข้ามคืน และยิ่งมากในวันต่อมา สำหรับผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) พบว่ามีความสามารถในการผลิตคลื่นรูปกระสวยได้น้อยกว่าคนหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดี หรือมีน้อยกว่าถึง 40% ดังนั้นการผลิตคลื่นรูปกระสวยในตอนกลางคืนได้น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งอัดข้อมูลใหม่ๆ เข้าไปในฮิปโปแคมปัสในวันต่อมาได้ยากขึ้น เพราะไม่ได้รับการฟื้นฟูความจุสำหรับจัดเก็บความจำระยะสั้นชั่วข้ามคืนมากเท่ากับคนหนุ่มสาว แปลว่าความสามารถในการเรียนรู้จะยิ่งต่ำลงในวันต่อมา ทำให้การจดจำเรื่องใดก็ตามเป็นเรื่องยากขึ้น แล้วหลับตอนไหนถึงจะดี แมตธิว บอกว่า โดยปกติการนอนของเราจะมีการสลับไปมาระหว่าง การหลับลึกแบบ NREM (non-rapid eye movement ) หรือการหลับที่ไม่มีการกลอกตาอย่างรวดเร็ว กับการหลับแบบ REM (rapid eye movement) หรือ การหลับที่มีการกลอกตาอย่างรวดเร็ว ทุกๆ 90 นาที ในช่วงครึ่งแรกของการนอนส่วนใหญ่เป็นการหลับลึกแบบ NREM มีการหลับแบบ REM ในช่วงสั้นๆ เท่านั้น แต่เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลังของคืน ส่วนใหญ่จะเป็นการหลับแบบ REM เกือบจะไม่มีการหลับแบบ NREM ดังนั้นการหลับลึกในช่วงแรกของคืน จึงช่วยให้เก็บรักษาความจำได้ดีกว่า นั่นหมายถึงยิ่งหลับลึกแบบ NREM ได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งจำได้มากเท่านั้นในวันรุ่งขึ้น เมื่อเทียบกับการหลับแบบ REM ในช่วงท้ายของคืน เช่นเดียวกันหากงีบหลับกลางวันแบบ NREM ได้แม้เพียงสั้น 20 นาทีก็มีประโยชน์ในการรักษาเสถียรภาพความจำได้เช่นกัน นอกจากนี้การหลับลึกแบบ NREM ยังช่วยกู้ไฟล์ข้อมูลความจำให้กลับคืนมาได้อย่างง่ายดาย และแม่นยำด้วย เมื่อประโยชน์ของการนอนมีมากขนาดนี้ การให้ความสำคัญกับการนอนจึงเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตเลยทีเดียว…ดังนั้นถึงเวลานอนก็ต้องนอน และต้องนอนอย่างมีคุณภาพด้วย หมายถึงเราต้องหลับให้ลึกๆ ตื่นเช้าวันใหม่จึงจะแจ่มใสพร้อมรับประสบการณ์ใหม่ที่จะผ่านเข้ามา

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/realconsultation


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *