
ผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 4%-5% เป็นโรคนี้ เพียงแต่ว่ามีผู้ใหญ่เพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการวินิจฉัยโรคและทำการรักษา แต่เดิมนั้นโรคสมาธิสั้นจะถูกพิจารณาว่าเป็นสภาวะโรค ในวัยเด็กแต่ในปัจจุบันนี้ได้รับการยอมรับแล้วว่าเป็นสภาวะของโรคที่เป็นได้ตลอดชีวิต โรคสมาธิสั้นนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นๆของพัฒนาการสมองผู้ใหญ่บางคนอาจได้รับการวินิจฉัยมาตั้งแต่ในวัยเด็กในขณะที่บางคนอาจไม่ได้รับการวินิจฉัยในวัยเด็กแต่มาพบภายหลังตอนโตแล้วบางคนอาจจะเป็นโรคนี้แต่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยเลยก็เป็นได้
ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีอาการอย่างไรบ้างโดยทั่วไปอาการของโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่จะคล้ายคลึงกับอาการของโรคที่เกิดในเด็กอาการบางอย่างของโรคจะค่อยๆลดลงเมื่อโตขึ้น แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ยังมีอาการหลักๆที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอยู่อาการหลักๆ ได้แก่ การยากที่จะมีสมาธิจดจ่อ อาการใจเร็วมีอารมณ์วู่วามและอาการกระสับกระส่ายมาดูอาการต่างๆที่เกิดขึ้นได้กัน
1. ขาดสมาธิจดจ่อ เป็นอาการที่บ่งชี้โรคสมาธิสั้นได้มากที่สุดจะรวมไปถึงอาการเสียสมาธิง่าย มีปัญหาในการฟังคู่สนทนามองข้ามรายละเอียดและการทำงานไม่สำเร็จ
2.การมุ่งความสนใจไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสิ่งเร้าอื่นๆถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ ซึ่งตรงกันข้ามกับการขาดสมาธิ การจมลงไปกับบางสิ่งบางอย่างโดยไม่สนในสิ่งรอบข้างอาจนำมาซึ่งปัญหาความสัมพันธ์ได้
3.สับสน ไม่เป็นระเบียบ ซึ่งคนเป็นโรคสมาธิสั้นจะมีปัญหาในการจัดระเบียบข้าวของมากกว่าที่คนปกติเป็น อาจรวมไปถึงการจัดระเบียบในองค์กรการตามงานและการลำดับความสำคัญของงานอย่างสมเหตุสมผล
4.จัดการเวลาได้ไม่ดีมีการผัดวันประกันพรุ่งการไปสายในงานสำคัญการละเลยงานที่รู้สึกว่าน่าเบื่อ
5.ขี้ลืม เป็นธรรมดาของคนทั่วไปที่จะลืมบ้าง แต่คนที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะมีแนวโน้มเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าตั้งแต่เรื่องในชีวิตประจำวันไปจนถึงเรื่องสำคัญๆ บางคนอาจสับสนกับการไม่ใส่ใจ ความไม่ฉลาดในการจัดการ ส่งผลต่ออาชีพและความสัมพันธ์ได้
6.อาการใจเร็ว อารมณ์วู่วาม ขัดจังหวะการสนทนาปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมในการเข้าสังคม เร่งงานมากเกินไป แสดงออกโดยไม่สนใจผลที่จะตามมา การซื้อข้าวของเกินตัวก็เป็น อาการหนึ่งของโรคนี้
7.มีปัญหาทางอารมณ์ อารมณ์แปรปรวน เบื่อง่าย ความผิดหวังเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งอาการซึมเศร้าและเกิดอารมณ์ที่แปรปรวนไปมาได้
8.มองตัวเองในแง่ลบ มักมีความพอใจในตัวเองต่ำ ช่างจับผิด อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากอาการขาดสมาธิจดจ่อจนเกิดเป็นปัญหาในความสัมพันธ์ จนทำให้มองตัวเองว่าล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต
9.ขาดแรงบันดาลใจ ยากที่จะทำงานสำเร็จ ยากที่จะจดจ่อกับงานในระยะเวลานานๆ ได้
10.อาการกระสับกระส่ายและวิตกกังวล เมื่อไม่ได้อย่างใจในทันทีอาจนำไปสู่ความไม่พอใจและวิตกกังวล อาจมีอาการเคลื่อนไหวไปมาบ่อยๆ กระดิกมือ กระดิกเท้าถี่ๆ เปลี่ยนที่นั่ง นั่งเฉยๆไม่เป็น
11.มีความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ซึ่งเกิดขึ้นได้เช่นกันกับคนเป็นโรคสมาธิสั้น สาเหตุมีได้หลากหลาย โดยอาจมาจากปัญหาการนอนหลับ จากการพยายามที่จะจดจ่อกับสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง หรือเป็นผลข้างเคียงจากการกินยารักษาโรคนี้ ไม่ว่าสาเหตุคืออะไรก็ตามความเหนื่อยล้าจะยิ่งทำให้การมีสมาธิจดจ่อเป็นไปได้ยากขึ้นค่ะ
12.ส่งผลต่อสุขภาพกาย จากการกินสารอาหารไม่สมดุลละเลยการออกกำลังกายลืมกินยา ความเครียดและความกังวลส่งผลต่อสุขภาพกายเช่นกัน
13.ส่งผลต่อความสัมพันธ์ทั้งในด้านการงาน ความรัก ครอบครัว เพื่อนฝูง
14.อาจมีการใช้สิ่งเสพติด เช่น แอลกอฮอล์ บุหรี่ สารเสพติดอื่นๆเพื่อพยายามเพิ่มสมาธิ พยายามนอนหลับให้ดีขึ้น พยายามลดความวิตกกังวล
โรคสมาธิสั้นเกิดจากสาเหตุอะไร
สาเหตุที่ชัดเจนของโรคสมาธิสั้นนั้นยังไม่มีงานศึกษาวิจัยสามารถระบุได้อย่างชัดเจน ปัจจัยที่น่าจะเกี่ยวข้องในการก่อโรคมีดังต่อไปนี้ค่ะ
1กรรมพันธุ์ โรคสมาธิสั้นนี้สามารถเกิดได้กับสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน พันธุกรรมจึงอาจเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่ง
2สภาพแวดล้อม ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมบางอย่างจะสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ เช่น เด็กที่ได้สัมผัสกับสารตะกั่ว
3ปัญหาระหว่างพัฒนาการ ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ระบบประสาทส่วนกลางในช่วงเวลาที่สำคัญของพัฒนาการสมอง จากปัญหา เช่น การคลอดก่อนกำหนด การดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างตั้งครรภ์ อาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคได้ เมื่อไหร่ควรจะพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย
เราแทบทุกคนน่าจะเคยมีบางอาการที่กล่าวมาของโรคสมาธิสั้นในบางช่วงของชีวิตแต่ถ้าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเป็นครั้งคราวโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตคุณก็อาจจะไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้นโรคนี้จะถูกวินิจฉัยเมื่ออาการมีความรุนแรงเพียงพอจนเป็นปัญหาในการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง เกิดปัญหาทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เป็นต้น และเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องอย่างน้อยหลายเดือนหากเกิดอาการขึ้นแล้ว โรคสมาธิสั้นควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง แพทย์จะทำการตรวจร่างกายโดยทั่วไปเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโรคอื่นที่เป็นสาเหตุต่ออาการที่เกิดขึ้นตรวจเลือด ทดสอบทางจิตวิทยา สอบถามประวัติด้านสุขภาพ ประวัติครอบครัว ฯลฯ การบำบัดรักษามีรูปแบบใดบ้าง การรักษาด้วยการให้ยามีสองรูปแบบคือ การให้ยาในกลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้น ซึ่งเป็นยาโดยทั่วไปที่แพทย์ใช้ในการรักษา โรคสมาธิสั้น และการให้ยาในกลุ่มที่ไม่กระตุ้น ในที่นี้คือไม่กระตุ้นสมองและระบบประสาท ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาใช้ตามความเหมาะสมร่วมกับการบำบัดรักษาในรูปแบบอื่น
วัยผู้ใหญ่ที่ได้รับยาแล้วอาการจะดีขึ้นบ้างแต่อาจจะยังมีปัญหาในการใช้ชีวิตอยู่การบำบัดรักษาด้วยวิธีการอื่นร่วมด้วยอาจช่วยได้ เช่น การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy, CBT) จิตบำบัดที่ออกแบบเพื่อช่วยให้เปลี่ยนรูปแบบพฤติกรรมที่ไร้ประโยชน์ (Dialectical Behavioral Therapy, DBT) การปรึกษาไลฟ์โค้ช (Life Coaching) ฯลฯ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตและวิธีทางธรรมชาติในการรักษาโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมส่งผลอย่างมากต่อความรุนแรงของอาการของโรคในผู้ใหญ่ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตดังต่อไปนี้จะส่งผลดีต่อโรคสมาธิสั้นนี้
– การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน
– การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลบวกต่อสมองและอาการของโรคได้ รวมถึงการมีสติ และการนั่งสมาธิ
– การกินอาหารที่มีประโยชน์ ดีต่อสุขภาพ กินอย่างสมดุลต่อร่างกาย
– การเสริมวิตามินที่จำเป็นที่อาจมีค่าต่ำในคนที่เป็นโรคสมาธิสั้น เช่น เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม ฯลฯ
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=802933805210307&set=a.559738299529860
Leave a Reply