
หลายคนมักมองว่าอาการจุกเสียดแน่นท้องหรือแสบร้อนกลางอกเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่เกิดขึ้นชั่วคราวจากการกินมื้อดึกหรือความเครียดแต่ในความเป็นจริงหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาและเกิดการอักเสบเรื้อรังอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหารได้โดยไม่รู้ตัวเมื่อนาฬิกาชีวภาพพังระบบย่อยอาหารก็รวน พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับโรงพยาบาลวิมุตได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าระบบทางเดินอาหารของเรามี “นาฬิกาชีวภาพ” ควบคุมการหลั่งกรดและการบีบตัวของกระเพาะอาหารทว่าวิถีชีวิตคนวัยทำงานในปัจจุบันที่รบกวนวงจรนี้ เช่น
- การทำงานเป็นกะหรือนอนดึกทำให้จังหวะการทำงานของร่างกายผิดเพี้ยนไป
- กินอาหารไม่เป็นเวลาหรือมื้อดึกทำให้อาหารค้างในกระเพาะอาหารนานขึ้นเพิ่มโอกาสเกิดอาการแน่นท้องและกรดไหลย้อน
ความต่างที่ต้องสังเกตกรดไหลย้อน vs โรคกระเพาะ
แม้จะเป็นโรคระบบทางเดินอาหารเหมือนกัน แต่มีที่มาและอาการที่ต่างกัน
- กรดไหลย้อน (GERD) เกิดจากกรดไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารทำให้รู้สึกแสบร้อนกลางอกเรอเปรี้ยวหรือขมในคอหากปล่อยทิ้งไว้นานจนหลอดอาหารอักเสบเรื้อรังอาจนำไปสู่ภาวะ Barrett’s esophagus ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหาร
- โรคกระเพาะอาหารเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหารซึ่งสัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และความเครียดสะสมหากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้
คำแนะนำจากแพทย์ การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำคือหัวใจสำคัญของการรักษาการส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) เป็นวิธีที่ได้มาตรฐานที่สุดในการตรวจหาความผิดปกติทั้งแผลอักเสบและตรวจหาเชื้อ H. pylori นอกจากนี้แพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เช่น การเอกซเรย์กลืนแป้งหรือการตรวจวัดกรดไหลย้อน 24 ชั่วโมง เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุดที่สุดปรับพฤติกรรมวันนี้ก่อนสายเกินไปเลิกกินมื้อดึกและเว้นระยะเวลาหลังกินอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนนอนแบ่งมื้ออาหารให้เหมาะสม ไม่กินมื้อใหญ่จนเกินไปหากมีอาการเรื้อรังเกิน 2-4 สัปดาห์ หรือทานยาแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทันทีครับ
Leave a Reply