
คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนน้ำหนักปกติแต่กลับมีปัญหาสุขภาพ?นั่นเป็นเพราะน้ำหนักบนตาชั่งหรือค่า BMI อาจหลอกเราได้!ตัวเลขเหล่านั้นไม่ได้บอกว่าไขมันไปกองสะสมอยู่ที่ไหนแต่การวัดสัดส่วนเอวต่อสะโพก (Waist-to-Hip Ratio: WHR) คือเครื่องมือที่วงการแพทย์ยอมรับว่าบอกความเสี่ยงโรคได้แม่นยำกว่ามากครับทรงแอปเปิล VS ทรงลูกแพร์ไขมันกองไหนอันตรายกว่ากัน? ตำแหน่งที่ไขมันไปเกาะบ่งบอกสุขภาพของคุณได้ชัดเจนรูปร่างแอปเปิลอ้วนลงพุงไขมันสะสมที่หน้าท้องและช่องท้อง (Visceral Fat) กลุ่มนี้ อันตรายที่สุดเพราะไขมันจะปล่อยสารอักเสบเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรงเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเบาหวานรูปร่างลูกแพร์ไขมันสะสมที่สะโพกและต้นขาแม้จะดูเจ้าเนื้อแต่มีความเสี่ยงต่อระบบเผาผลาญน้อยกว่าทรงแอปเปิลอย่างชัดเจน
ทำไมต้องวัด WHR แทนที่จะดูแค่ BMI?
ค่า BMI คำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูงเท่านั้นไม่ได้แยกแยะระหว่างกล้ามเนื้อกับไขมัน บางคนดูไม่อ้วนแต่มีพุง Skinny Fat ซึ่งอันตรายมากการวัด WHR จึงช่วยเจาะจงการกระจายตัวของไขมันทำให้รู้ทันทีว่าคุณกำลังเสี่ยงภาวะอ้วนลงพุงที่เป็นต้นเหตุของสารพัดโรคหรือไม่ วิธีวัดและคำนวณง่ายๆที่บ้านใช้เพียงสายวัดเส้นเดียว
- วัดรอบเอววัดส่วนที่คอดที่สุด (เหนือสะดือเล็กน้อย)
- วัดรอบสะโพกวัดผ่านจุดที่กว้างที่สุดของก้น (สายวัดต้องขนานกับพื้น)
- คำนวณนำ [รอบเอว] ÷ [รอบสะโพก] (ใช้หน่วยเดียวกัน เช่น เซนติเมตร)
เกณฑ์ตัดสินตามมาตรฐาน WHO ค่าเท่าไหร่ถึงปลอดภัย?
ถ้าหารออกมาแล้วได้ค่าดังนี้ร่างกายกำลังเตือนว่าคุณเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวาน
- ผู้ชาย: ไม่ควรเกิน 0.90
- ผู้หญิง: ไม่ควรเกิน 0.85
ข้อควรระวัง: วิธีนี้อาจไม่แม่นยำสำหรับคนที่มีส่วนสูงน้อยกว่า 150 ซม., ผู้ที่มี BMI สูงกว่า 35, เด็ก และนักกีฬาเพาะกายที่มีกล้ามเนื้อสะโพกขนาดใหญ่
คำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อสุขภาพที่ดี
หากพบว่าค่าที่วัดได้เริ่มแตะเพดานอันตรายอย่าเพิ่งตกใจครับให้เริ่มปรับเปลี่ยนทีละนิด
- คุมน้ำตาลลดน้ำหวานขนมหวานเพราะเป็นศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้ไขมันสะสมในช่องท้อง
- เลือกไขมันดีเลี่ยงไขมันทรานส์และของทอด เปลี่ยนมาทานไขมันจากปลาหรือธัญพืช
- เน้นสร้างกล้ามเนื้อการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งช่วยเพิ่มการเผาผลาญได้ดีกว่าการคาดิโอเพียงอย่างเดียว
ลองหยิบสายวัดมาเช็กดูนะครับ! สุขภาพที่ดีเริ่มจากการรู้เท่าทันร่างกายตัวเองไม่ใช่แค่ตัวเลขบนตาชั่งครับ
Leave a Reply