
กลายเป็นประเด็นส่งต่อกันเรื่อยๆในโลกโซเชียลที่ทำให้หลายคนไม่กล้าหยิบน้ำเย็นขึ้นมาดื่มเพราะเชื่อข่าวลือที่ว่าการดื่มน้ำเย็นจัดจะส่งผลเสียร้ายแรงต่อร่างกายทำให้น้ำมันในอาหารจับตัวเป็นไขหรือทำให้ระบบภายในรวน วันนี้เราจะพามาเจาะลึกความจริงส่งตรงจาก สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่าเรื่องนี้คือข่าวปลอมครับ! แล้วความจริงเป็นอย่างไร? น้ำเย็นส่งผลต่อร่างกายเราแค่ไหนกันแน่? มาดูกันคนสุขภาพดีดื่มได้สบายใจไม่พังอย่างที่คิด! ทางการแพทย์ยืนยันแล้วว่าในคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีการดื่มน้ำเย็นมีความปลอดภัย 100% และไม่มีผลอันตรายระยะยาวใดๆต่อร่างกายอย่างที่แชร์กัน
Health Fact: ร่างกายมนุษย์เรามีกลไกการควบคุมอุณหภูมิที่อัจฉริยะมาก (Homeostasis) ทันทีที่คุณกลืนน้ำเย็นลงไป ร่างกายจะปรับอุณหภูมิของน้ำให้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิห้องและอุณหภูมิเฉลี่ยของร่างกายอย่างรวดเร็ว ดังนั้นความเชื่อที่ว่าน้ำเย็นจะไปแช่แข็งไขมันในกระเพาะอาหารจึงไม่เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ครับ
ผลกระทบชั่วคราวไม่ใช่อันตรายแต่เป็นแค่ปฏิกิริยาตอบสนอง
แม้จะไม่ใช่อันตรายร้ายแรง แต่ในบางรายการดื่มน้ำเย็นจัดแบบฮวบฮาบหรือเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดอาการเหล่านี้ขึ้นมาชั่วคราวได้
- อาการปวดศีรษะฉับพลัน (Brain Freeze) เกิดจากความเย็นจัดไปกระตุ้นเส้นประสาทและหลอดเลือดบริเวณเพดานปากให้หดตัวและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ส่งสัญญาณหลอกสมองว่ากำลังเผชิญความเย็นจัด จนเกิดอาการจี๊ดขึ้นสมองชั่วครู่
- การระคายเคืองหลอดอาหารความเย็นที่สัมผัสเนื้อเยื่ออ่อนๆอาจทำให้กล้ามเนื้อหลอดอาหารหดเกร็งตัวชั่วคราวในบางคน
กลุ่มเฉพาะที่ควรเลี่ยงน้ำเย็นจัด
แม้คนทั่วไปจะดื่มได้ปกติแต่สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางกลุ่มแพทย์แนะนำให้หลีกเลี่ยงน้ำเย็นจัดและเปลี่ยนมาดื่มน้ำอุณหภูมิห้องจะปลอดภัยกว่า
- ผู้ป่วยโรคหลอดอาหาร เช่น ภาวะหลอดอาหารส่วนปลายไม่คลายตัวความเย็นจัดจะยิ่งกระตุ้นให้หลอดอาหารหดเกร็งตัวรุนแรงทำให้กลืนอาหารลำบากหรือปวดหน้าอกได้
- ผู้ป่วยโรคหัวใจในบางกรณีความเย็นจัดที่กระตุ้นเส้นประสาทอย่างกะทันหันอาจส่งผลกระทบต่ออัตราการเต้นของหัวใจได้
- ผู้ป่วยโรคไมเกรนเรื้อรังอาการ Brain Freeze จากน้ำเย็นจัดอาจเป็นตัวจุดชนวน (Trigger) กระตุ้นให้อาการไมเกรนกำเริบขึ้นมาได้ง่ายกว่าคนปกติ
คำแนะนำเพิ่มเติมดื่มน้ำแบบไหนได้ประโยชน์สูงสุด?
- ดื่มให้พอดีไม่ว่าจะน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำเย็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ “ปริมาณ” ควรดื่มน้ำให้ได้วันละประมาณ 8-10 แก้ว (หรือ 2-3 ลิตร) เพื่อให้ระบบหมุนเวียนเลือดและผิวพรรณทำงานได้ดี
- ดื่มน้ำเย็นตอนไหนดีที่สุด? น้ำเย็นจะมีประโยชน์มากหลังจากการออกกำลังกายหรือในวันที่อากาศร้อนจัดเพราะน้ำเย็นจะช่วยลดอุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย (Core Body Temperature) ได้เร็วกว่าน้ำอุณหภูมิห้องช่วยป้องกันภาวะลมแดด (Heatstroke) และทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันที
- จิบช้าๆดีกว่าดื่มอึกใหญ่เพื่อป้องกันอาการปวดหัวจี๊ด (Brain Freeze) และไม่ให้ระบบทางเดินอาหารต้องปรับตัวอย่างกะทันหันเกินไป
สรุปย้ำกันอีกครั้ง: น้ำเย็นไม่ใช่ยาพิษคนสุขภาพดีสามารถดื่มดับร้อนได้อย่างสบายใจส่วนใครที่มีโรคประจำตัวข้างต้นหรือยังมีข้อกังวลใจแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมที่สุดครับรู้แบบนี้แล้วเลิกแชร์ข่าวปลอมแล้วหันมาดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันกันดีกว่าครับ!
ข้อมูลโดย: สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่มา: ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย / กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
Leave a Reply