
“วันนี้ออกไปไหน” “ไปกับใครไปบ้าง” “แล้วจะกลับบ้านกี่โมง” “จะกลับเอง หรือให้ไปรับ”
คำถามเหล่านี้ของพ่อแม่มักยิงมารัวๆ ในทุกครั้งที่หยิบกุญแจรถเตรียมออกจากบ้าน จนคนเป็นลูกรู้สึกว่า พ่อแม่ถามละลาบละล้วงความเป็นส่วนตัว หรือดูจับผิดมากเกินไป จนบางทีก็ทำให้อึดอัดบ้างในบางครั้ง ยิ่งทำงานที่บ้าน ยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องออกจากบ้านไปคุยงาน พบปะกับลูกค้า หรือสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน แต่เมื่อจะก้าวขาออกไป ก็จะถูกถามด้วยคำถามนี้ทุกๆ ครั้ง พอออกไปธุระแล้วลูกๆ ก็กลับกังวลใจว่า พ่อแม่จะรอทานข้าวอยู่ไหมนะ หรือท่านจะอยู่รอเปิดประตูจนไม่ยอมหลับยอมนอนหรือเปล่า พอคิดไปคิดมาก็เกิดความรู้สึกผิดอยู่ข้างในใจลึกๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราเองก็ได้บอกท่านไปแล้วว่า “ไม่ต้องรอ”แต่ในพจนานุกรมของคนเป็นพ่อเป็นแม่ คำว่า ‘ไม่ต้องรอ’ เท่ากับ ‘ลูกต้องเห็นลูกถึงบ้านอย่างปลอดภัยเท่านั้น’ สาเหตุที่พ่อแม่เป็นเช่นนี้ มีหลักการทางจิตวิทยาที่น่าสนใจได้อธิบายไว้ โดยเรียกว่าเป็น ‘ความผูกพันทางอารมณ์’ (Emotional attachment) เพราะในความผูกพันแบบครอบครัวที่ฝังแน่นติดตรึงใจระหว่างพ่อ แม่ ลูกนั้น เป็นผลให้พ่อแม่แสดงความผูกพันทางอารมณ์ประเภท ‘ความผูกพันแบบกังวล’ (Anxious attachment) ออกมา เมื่อรู้ว่าลูกกำลังจะไม่อยู่ในสายตา หรือไม่อยู่ในการควบคุมดูแลของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการถามซักไซ้ลูกว่า ไปที่ไหน ไปกับใคร ไปทำไม กลับเมื่อไหร่ หรือถามจนกว่าจะมั่นใจจริงๆว่าปลอดภัยถึงจะกล้าปล่อยให้ลูกไป ความกลัวเหล่านี้เองที่ทำให้พ่อแม่รู้สึกเป็นห่วง วิตกกังวล ไม่สบายใจ และจำเป็นต้องถามลูกอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้าง ‘ความผูกพันแบบมั่นคง’ (Secure attachment) ระหว่างตัวเองและลูก ให้มีความรู้สึกปลอดภัย มั่นคง ไว้ใจ และเชื่อใจต่อกันทั้งสองฝ่าย ฉะนั้น ลูกๆ ก็อย่าเพิ่งตีโพยตีพายและคิดไปในแง่ลบกันว่า คำถามของพ่อแม่รุกล้ำความเป็นส่วนตัว คอยจ้องจับผิด หรือไม่ไว้ใจลูก เพราะท่านแค่เป็นห่วง และต้องการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่ลูกกำลังจะไปว่ามีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่เวลาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดคาดฝันขึ้น พวกท่านจะได้เข้าไปช่วยเหลือลูกได้ทัน
นอกจากนี้ พ่อแม่อาจจะแค่ถามไถ่ทั่วไป ไม่ได้มีอะไรแอบแฝง หากแต่ต้องการแสดงถึงความห่วงใย และอยากพูดคุยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกเพียงเท่านั้น อย่างไรก็ดี หากเจอคำถามที่พ่อแม่แฝงด้วยน้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง และอารมณ์ที่ดูวิตกกังวลมากจนเกินไป ลูกๆ ก็อย่าเพิ่งหงุดหงิด แต่ให้เราทำความเข้าใจสักนิดว่า ลึกๆ มนุษย์ล้วนเต็มไปด้วย ‘ความกลัว’ กันทั้งนั้น โดยเฉพาะหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ ที่มักมีอารมณ์อ่อนไหวและเปราะบางได้ง่ายๆ เมื่อรู้สึกไม่อยากสูญเสีย ‘ลูก’ ที่เปรียบเสมือนสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตไป ดังนั้น ถ้าลูกๆ ทราบดีอยู่แล้วว่า ต้องถูกพ่อแม่ซักไซ้ไล่ถามทุกครั้งที่จะออกไปข้างนอก ก็ให้เราชิงเปลี่ยนมาเป็นคนบอกแทนจะดีกว่า เช่น “วันนี้หนูจะไปกินข้าวกับเพื่อนที่สยามนะคะ มีเพื่อนผู้หญิงไปด้วยกัน 3 คน อาจกลับประมาณ 2-3 ทุ่ม ไม่ต้องรอกินข้าวเย็นกับหนูนะคะ แล้วถ้าไปถึงร้าน หนูจะโทรบอกแม่ทันทีเลยค่ะ” ถึงแม้ว่า เราเองจะต้องแลกกับความไม่เป็นส่วนตัวไปบ้าง แต่เชื่อเถอะว่า การบอกข้อมูลที่ละเอียดและครบถ้วนตอนจะออกไปไหนมาไหนทุกครั้ง ไม่ใช่แค่เป็นการให้พ่อแม่ไม่ต้องมาถามซักไซ้ และกระวนกระวายใจเฝ้ารอลูกที่ยังไม่กลับถึงบ้าน แต่มันยังเป็นการช่วยให้เราสบายใจ ไม่ต้องมารู้สึกผิดทีหลัง และสามารถออกไปทำธุระนอกบ้านได้อย่างไร้กังวลมากขึ้นด้วย
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://web.facebook.com/tamteebaan
Leave a Reply