
ทางการออสเตรเลียออกแถลงการณ์ยืนยันพบผู้เสียชีวิตรายแรกจาก “โรคคอตีบ” (Diphtheria) เป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากที่ประเทศกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคนี้ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษสร้างความตื่นตัวให้กับระบบสาธารณสุขทั่วโลก เนื่องจากโรคคอตีบเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในระบบทางเดินหายใจที่เคยเกือบจะหมดไปแล้วเนื่องจากการมีวัคซีนคัดกรองที่ดีทำความเข้าใจโรคคอตีบโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Corynebacterium diphtheriae ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอจามหรือการสัมผัสสารคัดหลั่งความน่ากลัวของเชื้อตัวนี้คือมันจะสร้างท็อกซิน (พิษ) ที่ทำลายเนื้อเยื่อในทางเดินหายใจจนเกิดเป็นแผ่นฝ้าหนาสีเทาขึ้นในลำคอซึ่งสามารถอุดกั้นทางเดินหายใจจนทำให้หายใจไม่ออกและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
ข้อมูลเพิ่มเติมสัญญาณเตือนและภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
โรคคอตีบมีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 2-5 วัน หลังจากได้รับเชื้อผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไปแต่อาการจะรุนแรงและจำเพาะเจาะจงมากกว่าดังนี้
- อาการเริ่มต้นมีไข้ต่ำๆ หนาวสั่นเจ็บคอมากขณะกลืนอาหารอ่อนเพลียและมีต่อมน้ำเหลืองที่คอโตจนคอบวมหนา (เรียกว่า Bull Neck)
- แผ่นฝ้าอันตรายมีแผ่นเนื้อเยื่อสีขาวเทาเกาะติดแน่นอยู่บริเวณทอนซิลช่องคอหรือโพรงจมูก หากพยายามลอกออกจะทำให้มีเลือดออก
- ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพิษจากแบคทีเรียสามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดและเข้าไปทำลายเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหัวใจล้มเหลวรวมถึงทำลายระบบประสาทจนเกิดอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจได้
คัมภีร์ป้องกันวัคซีนคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด
เนื่องจากโรคคอตีบสามารถรักษาได้ยากและมีอัตราการเสียชีวิตสูง (ประมาณ 5-10% ของผู้ติดเชื้อและอาจสูงถึง 20% ในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ) การป้องกันล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดตามคำแนะนำทางการแพทย์
- ฉีดวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ในเด็กทุกคนควรได้รับวัคซีนพื้นฐานคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DTP) ให้ครบ 5 เข็มในช่วงอายุ 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน, 1 ขวบครึ่ง และกระตุ้นอีกครั้งตอนอายุ 4-6 ปี
- ผู้ใหญ่ห้ามละเลย (ต้องฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี) หลายคนเข้าใจผิดว่าฉีดวัคซีนตอนเด็กแล้วจะคุ้มกันได้ตลอดชีวิตในความเป็นจริงภูมิคุ้มกันต่อโรคคอตีบจะค่อยๆลดลงเมื่อเวลาผ่านไปผู้ใหญ่และผู้สูงอายุจึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้น (แนะนำเป็นวัคซีน Td หรือ Tdap) ในทุกๆ 10 ปี เพื่อรักษา ระดับภูมิคุ้มกันให้คงอยู่
- ข้อปฏิบัติสำหรับผู้เดินทางหากต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดหรือประเทศที่มีระบบสุขาภิบาลไม่ทั่วถึงควรตรวจสอบประวัติวัคซีนของตนเองและฉีดกระตุ้นล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนออกเดินทาง
การระบาดในออสเตรเลียครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าโรคติดเชื้อโบราณสามารถกลับมาระบาดใหม่ได้เสมอหากผู้คนละเลยการฉีดวัคซีนกระตุ้นครับอย่าลืมเช็กสมุดวัคซีนของตัวคุณเองและคนที่คุณรักกันด้วยนะครับ!
Leave a Reply