
โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนไปอีกขั้น เมื่อสหราชอาณาจักรกลายเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆที่ภาครัฐทดลองจริงจังกับนโยบายทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน (เฉลี่ย 32 ชั่วโมง) โดยไม่ลดค่าจ้างหรือสวัสดิการ ล่าสุด ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาน่าทึ่งไม่เพียงแต่ทำให้คุณภาพงานไม่ลดลง แต่กลับช่วยให้สุขภาพกายและใจของพนักงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผลลัพธ์จากโครงการนำร่อง
โครงการนี้ดำเนินการกับหน่วยงาน Accountant in Bankruptcy และ South of Scotland Enterprise ภายใต้การดูแลของสถาบัน Autonomy ซึ่งพบว่า98% ของพนักงานมีขวัญกำลังใจและแรงจูงใจสูงขึ้น ความพึงพอใจในสมดุลชีวิต–การทำงานที่ South of Scotland Enterprise พุ่งจาก 4% → 84% ภายใน 9 เดือน พนักงานที่ต้องดูแลครอบครัวต่างยืนยันว่า “ชีวิตเปลี่ยนไป” เพราะมีเวลามากขึ้นทั้งสำหรับครอบครัวและการดูแลสุขภาพตัวเองจำนวนวันลาป่วยจากปัญหาสุขภาพจิตลดลง 25.7% ที่ Accountant in Bankruptcy สุขภาพจิตดีขึ้น 18.4% และระดับความเครียดลดลงเท่ากัน
ไม่ใช่แค่ภาคเอกชน รัฐบาลก็ได้ผลลัพธ์
ก่อนหน้านี้ งานวิจัยส่วนใหญ่เน้นการทดลองในภาคเอกชนแต่โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าภาครัฐก็ได้รับประโยชน์เช่นกันไม่ว่าจะเป็นผลิตภาพที่สูงขึ้นหรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพนักงานเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สภาเขต South Cambridgeshire District Council ที่บริหารโดยพรรค Liberal Democrat ก็ได้ประกาศใช้ระบบทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน อย่างถาวรหลังจากทดลองแล้วประสบความสำเร็จ
มิติใหม่ของโลกการทำงานในยุค AI
วิล สตรอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสถาบัน Autonomy กล่าวย้ำว่าผลลัพธ์เหล่านี้คือ “เกมเชนเจอร์” เพราะเมื่อ AI และระบบอัตโนมัติ เข้ามามีบทบาทในหลากหลายอุตสาหกรรม การจัดการเวลาและชั่วโมงทำงานจะยิ่งสำคัญ และหนึ่งในทางออกที่ทำได้จริงคือลดชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์แต่ยังรักษาคุณภาพงานไว้ได้
คำแนะนำสำหรับองค์กรและพนักงาน
แม้ยังไม่ใช่ทุกประเทศที่จะปรับใช้ได้ทันที แต่บทเรียนจากอังกฤษสะท้อนว่าองค์กรควรเริ่มทดลองจัดตารางการทำงานยืดหยุ่น เช่น Work from Home บางวัน หรือปรับลดชั่วโมงในบางช่วง เพื่อดูผลต่อผลิตภาพและสุขภาพพนักงานพนักงานควรใช้เวลาที่ได้คืนมาไปกับการดูแลสุขภาพออกกำลังกายพักผ่อนอย่างเพียงพอและสร้างเวลาคุณภาพกับครอบครัวซึ่งจะยิ่งช่วยเพิ่มพลังงานและโฟกัสเมื่อต้องกลับมาทำงาน
Leave a Reply