อัตราเด็กเกิดใหม่ใน “จีน” ลดฮวบ จนแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 70 ปี!

หรือนับตั้งแต่ “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” ก้าวขึ้นครองอำนาจในปี ค.ศ. 1949 เป็นต้นมาแม้ว่าในปัจจุบัน “รัฐบาลปักกิ่ง” จะเริ่มผ่อนคลายการบังคับใช้ “นโยบายลูกคนเดียว” มาหลายปีแล้วก็ตามข้อมูลของ “สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน” ระบุว่า ปัจจุบัน ประชากรจีนมีจำนวนทั้งสิ้น 1,400 ล้านคน มีอัตราเด็กเกิดใหม่เฉลี่ย 10 ล้านคน หรือประมาณ 7 คน ต่อประชากร 1,000 คน ก่อนหน้านี้ “ทางการจีน” ได้บันทึกไว้ในครั้งล่าสุด ว่า เด็กเกิดใหม่มีอัตราส่วนที่สูงกว่าปัจจุบัน ที่ราว 8 คน ต่อประชากร 1,000 คน จึงทำให้ “อัตราการขยายตัว” ของ “ประชากรจีน” ในช่วงที่ผ่านมา ลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 1 คน ต่อประชากร 1,000 คน การลดลงของตัวเลขดังกล่าว นำมาซึ่งแรงกดดันต่อ “รัฐบาลจีน” เป็นอย่างมาก เนื่องจาก “จีน” กำลังเผชิญกับภาวะสังคมสูงวัยอย่างหนักหน่วงอยู่แล้วนั่นเอง ทั้งนี้ เมื่อปี ค.ศ. 2016 “จีน” ได้ผ่อนคลายนโยบาย “จำกัดการมีบุตรเพียง 1 คน” ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 เพื่อควบคุมการขยายตัวของจำนวนประชากรในยุคนั้น โดยหลังมีการผ่อนคลาย ครอบครัวชาวจีนได้รับอนุญาตให้มีบุตรได้ 2 คน ก่อนที่รัฐบาลจะปรับเพิ่มตัวเลขขึ้นเป็น 3 คนเมื่อปีที่แล้ว
ปัญหาที่ตามมาก็คือ ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คู่สามีภรรยาบางคู่ตัดสินใจไม่มีบุตรเพิ่มทำให้หลายเขตการปกครอง อาทิ มณฑลซีอาน ประกาศแผนทุ่มเงิน 700,000 หยวน หรือราว 3 ล้านบาท แจกสลากรางวัลลุ้นโชคให้กับคู่แต่งงานใหม่ที่แสดงทะเบียนสมรสเป็นหลักฐานให้ทางการ นับเป็นความพยายามครั้งใหม่ในการกระตุ้นการแต่งงานในช่วงเวลาที่อัตราการเกิดของ “จีน” กำลังดิ่งเหวอย่างหนักโดยเมื่อปีกลาย “จีน” ได้เผชิญหน้ากับ “อัตราการเกิดต่ำอย่างต่อเนื่อง” เป็นปีที่ 2 เช่นเดียวกับอัตราการแต่งงานที่ลดลงเป็นประวัติการณ์ในปีก่อนหน้าสอดคล้องกับรายงานฉบับหนึ่งซึ่งระบุว่า “จีน” เป็นประเทศที่มีต้นทุนในการเลี้ยงดูบุตรสูงที่สุดในโลกเช่นเดียวกับ “ญี่ปุ่น” ที่ก็กำลังประสบกับสภาวะอัตราการเกิดต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกันซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ขณะที่อัตราการแต่งงานของคู่หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นก็ลดลงด้วยเช่นกันขณะที่อัตราการเกิดของ “เกาหลีใต้” ก็สร้างสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกันเหตุผลหลักก็คือ “หญิงสาวชาวเกาหลีใต้” เลื่อน หรือล้มเลิกแผนการมีบุตร เพราะกังวลเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพการงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นทุนการเลี้ยงดูลูก“สำนักงานสถิติแห่งชาติเกาหลีใต้” ได้เปิดเผยข้อมูลว่า อัตราค่าเฉลี่ยจำนวนบุตรของสตรีวัยเจริญพันธุ์ของ “เกาหลีใต้” ลดลงจากระดับ 0.78 ในปี 2022 สู่ระดับ 0.72 ในปี 2023 ซึ่งถือว่า “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยจำนวนบุตรของสตรี” ที่ 2.1 ซึ่งเป็นระดับที่ “ทางการเกาหลีใต้” ต้องการ เพื่อคงระดับประชากรของประเทศให้คงที่ ทั้งนี้ “เกาหลีใต้” เป็นประเทศเดียวในกลุ่ม “องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา” หรือ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ที่มีอัตราการเกิดต่ำว่า 1 สวนทางกับการทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อหวังเปลี่ยนแปลงทิศทางประชากรในประเทศที่ลดต่ำต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
นอกจากนี้ “เกาหลีใต้” ยังเป็นประเทศที่มี “ช่องว่างด้านรายได้ระหว่างชายหญิง” ที่ “เลวร้ายที่สุด” ในกลุ่ม OECD อีกด้วยโดย “หญิงสาวชาวเกาหลีใต้” ทำรายได้ได้เพียง 2 ใน 3 เมื่อเทียบกับ “ผู้ชายเกาหลีใต้” ในตำแหน่งเดียวกันเหตุผลหลักก็คือ “หญิงสาวชาวเกาหลีใต้” ไม่สามารถเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ เพราะต้องเป็นฝ่ายดูแลลูก และมักจะต้องกลับเข้าทำงานอีกครั้งหลังจากลาหยุดไปในเวลานานๆนอกเหนือจากการมีบุตรแล้ว “เกาหลีใต้” ยังมีอัตราการแต่งงานที่ลดลงด้วยเช่นกันทั้งนี้ มีการคาดการณ์ ว่า “เกาหลีใต้” จะมีอัตราการเกิดต่ำลงอีกในปี ค.ศ. 2024 นี้ ที่ระดับ 0.68 ครับ
……………………………………………………
เรื่อง : ดร.จักรกฤษณ์ สิริริน

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/Salikaknowledge


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *