
ครั้งหนึ่งภาคเหนือของประเทศไทยเคยเป็นเมืองท่องเที่ยวไว้ให้คนไทยได้หนีร้อน เพื่อไปนอนพักผ่อนท่ามกลางอากาศเย็นๆ รวมทั้งดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สวยงามของป่าเขาและกลุ่มเมฆหมอก จิบกาแฟที่ชงจากเมล็ดพันธุ์กาแฟชั้นดีที่ปลูกในท้องถิ่นแต่ถ้าไปถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือของไทยตอนนี้อาจไม่ได้คำตอบเหมือนข้างต้น เพราะพวกเขากำลังเผชิญกับปัญหาหลายเรื่องที่ยากจะแก้ไข และยังไม่สามารถละทิ้งที่อยู่ที่ทำกินของตัวเองได้ หนึ่งในนั้นก็คืออากาศพิษที่สร้างปัญหาให้กับประชากรในภาคเหนือมายาวนานแล้ว และอีกหนึ่งอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ก็คือสารพิษที่เรียกว่า ‘ปรอท’ โดยเฉพาะชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเนินเขาในแถบจังหวัดน่าน หรือพื้นที่ชนบทที่มีพรมแดนติดกับประเทศลาว ยิ่งมีความเสี่ยงในการพบเจอทั้งอากาศพิษและสารพิษปนเปื้อนในร่างกายมากกว่าบริเวณอื่นๆ ในภาคเหนือ กรรมจาก ‘อากาศพิษ’ ที่ชาวบ้านไม่ได้ก่อแต่โรงงานก่อ หากยืนมองจากเนินเขาลูกหนึ่งในจ.น่าน ไกลออกไปประมาณ 20 กิโลเมตร เราจะเห็นกลุ่มควันสีเทาลอยอยู่บนท้องฟ้าคล้ายกับก้อนเมฆ เพียงแต่ว่ากลุ่มควันนี้เป็นไอเสียที่ปล่อยออกโรงงานไฟฟ้าแห่งหนึ่งในประเทศลาวบริเวณดังกล่าวเป็นเหมืองแร่และเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา โรงงานไฟฟ้าลิกไนต์ขนาดใหญ่แห่งแรกในประเทศลาว ซึ่งเริ่มดำเนินการผลิตไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2015 ตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลลาวและรัฐบาลไทย โดยเหมือง และโรงงานไฟฟ้าหงสาใช้ ‘ลิกไนต์’ เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าอย่างไรก็ตาม ลิกไนต์ถือเป็นเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพต่ำ ควันที่เกิดจากการเผาไหม้ลิกไนต์ทำให้เกิดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลอยออกมาปะปนอยู่ในอากาศแต่ไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์นั้นไม่ได้ลอยอยู่เหนือน่านฟ้าในเขตประเทศลาวเพียงที่เดียว แต่มันยังพัดมากับสายลมและสร้างผลกระทบให้กับผลผลิตทางการเกษตรของพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยอีกด้วย หลังจากต้องเผชิญกับอากาศพิษที่ส่งผลเสียกับระบบทางเดินหายใจแล้ว พวกเขาก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาค่ากรดในดินสูง รวมถึงโรคพืชที่ทำให้พืชให้ผลผลิตช้าและตายง่ายกว่าเดิมด้วยนายจิรพัฒน์ แสนสี รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลขุนน่านให้สัมภาษณ์ว่า จังหวัดน่านเคยเก็บเกี่ยวลูกหม่อน (Mulberry) ได้มากถึง 200 ตันต่อปี แต่ในปัจจุบันเหลือเพียงปีละ 30-40 ตันเท่านั้น นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบให้กับพืชพันธุ์อื่นๆ ในพื้นที่ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจและเป็นแหล่งรายได้ของชาวบ้าน อย่างต้นกาแฟและต้นลิ้นจี่อีกด้วยอย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านการเกษตรที่เกิดจากอากาศพิษในพื้นที่ภาคเหนือนั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยการลดการปล่อยควันจากโรงงานไฟฟ้าหงสา จึงคาดการณ์ว่าถ้าปริมาณสารพิษในอากาศลดลง ปัญหาด้านการเกษตรก็จะคลี่คลายอย่างง่ายดาย รวมถึงฟื้นฟูพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้านในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็วด้วยแต่ปัญหาใหญ่ที่ไม่อาจแก้ไขได้ง่ายเหมือนหากลดปริมาณไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้นั้นคือสารพิษปรอทนั่นเอง
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/profile.php?id=100064689939370
Leave a Reply