
หลายคนมักมองว่าอาการปวดหัวเป็นเรื่องธรรมดาเพียงแค่พักผ่อนหรือกินยาแก้ปวดก็จะหายไปแต่ความจริงแล้วอาการปวดหัวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือรุนแรงอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ซึ่งหากละเลยอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดหัวอาการปวดหัวสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทโดยแต่ละประเภทมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป ได้แก่
- ปวดหัวจากความเครียดเป็นประเภทที่พบมากที่สุดมักเกิดจากการทำงานหนักเครียด ขาดการพักผ่อนหรือท่าทางในการทำงานที่ไม่เหมาะสมจะรู้สึกเหมือนมีสิ่งมารัดรอบศีรษะ
- ปวดหัวแบบไมเกรนมักปวดข้างเดียวอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและแพ้แสงหรือเสียงร่วมด้วย มักเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมและการทำงานของระบบประสาท
- ปวดหัวจากสภาพแวดล้อม เช่น อากาศร้อนจัดเสียงดังมลพิษทางอากาศหรือการดื่มน้ำไม่เพียงพอ
- สัญญาณเตือนจากโรคอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูงปัญหาเกี่ยวกับตาหรือภูมิแพ้ไซนัส เป็นต้น
เมื่อไหร่ควรรีบไปพบแพทย์?
แม้อาการปวดหัวส่วนใหญ่ไม่อันตรายแต่หากพบอาการดังต่อไปนี้ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว
- ปวดหัวรุนแรงอย่างกะทันหันไม่เคยเป็นมาก่อน
- ปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆแม้จะกินยาแล้วก็ไม่ทุเลา
- มีอาการร่วมด้วย เช่น มองเห็นไม่ชัดพูดไม่ชัดแขนขาอ่อนแรงหรือมึนงง
- เกิดขึ้นหลังจากได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ
วิธีดูแลตัวเองและป้องกันอาการปวดหัว
สามารถปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงและบรรเทาอาการได้ง่ายๆดังนี้ ดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละประมาณ 8-10 แก้วช่วยลดอาการปวดหัวจากภาวะขาดน้ำพักผ่อนให้เพียงพอนอนหลับวันละ 7-8 ชั่วโมงและพักสายตาหรือลุกขยับตัวทุก 1-2 ชั่วโมงเมื่อทำงานควบคุมความเครียดหาเวลาผ่อนคลายออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือฝึกหายใจเข้าลึกๆระวังอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ เช่น เครื่องดื่มชา กาแฟ อาหารรสจัดหรืออาหารที่มีสารกันเสียในปริมาณมากไม่ซื้อยามากินเองต่อเนื่องการกินยาแก้ปวดบ่อยเกินไปอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวจากยาและซ่อนอาการของโรคจริงไว้
ข้อควรจำ: ข้อมูลนี้เป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้นไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้หากมีความกังวลหรือมีอาการผิดปกติแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อการประเมินที่ถูกต้องครับ
Leave a Reply