อาการไอแบบไหนที่ต้องระวัง!

สงสัยไหมว่าทำไมบางครั้งเราถึงไอโดยไม่มีสาเหตุจริงแล้วอาการไอมีต้นทางมาจากหลายส่วนจากโรคประจำตัว เช่น ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ กรดไหลย้อน หอบหืด จากฝุ่นละอองหรือมลภาวะทางอากาศ รวมไปถึงการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันเลือดนอกเหนือไปจากอาการป่วยอื่นๆ เช่น ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ปอดบวม วัณโรคปอด มะเร็งปอด แพ้กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสารเคมี สำลักอาหารหรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในทางเดินหายใจและผู้ที่สูบบุหรี่จัด.“ไอ” ถือเป็นการตอบสนองอย่างหนึ่งของร่างกายเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ โดยอาการไอมีได้หลายชนิด.1. ไอเฉียบพลัน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไซนัสอักเสบ คออักเสบ กล่องเสียงอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดบวม มักจะดีขึ้นภายใน 3 สัปดาห์.สำหรับในเด็กต้องระวังการสำลักแล้วไอ เพราะอาจมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในหลอดลมถ้าสัมผัสกับสารระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ กลิ่น สเปรย์ แก๊ส มลพิษทางอากาศ ในปัจจุบันมีฝุ่น PM 2.5 สูงทำให้ไอได้.2. ไอกึ่งเฉียบพลันคือ มีระยะเวลาของอาการไอนานกว่า 3 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 8 สัปดาห์ ส่วนใหญ่มักเป็นเกิดการไอ จากหลอดลมมีความไวต่อการกระตุ้น หลังจากมีการติดเชื้อทางเดินหายใจ.3. ไอเรื้อรัง คือ มีระยะเวลาของอาการไอมากกว่า 8 สัปดาห์ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากโรคหอบหืด โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคภูมิแพ้ โรคไซนัสอักเสบเรื้อรังทำให้มีน้ำมูกไหลลงคอ ก็จะกระแอมไอ โรคกรดไหลย้อน การสูบบุหรี่ หากหาสาเหตุอื่นๆไม่พบ ควรซักประวัติยาที่รับประทานที่มีผลทำให้ไอเรื้อรังได้ เช่น ยาลดความดันเลือดบางชนิดสำหรับลักษณะของการไอหรือเสียงไอสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้1. ไอมีเสมหะ เป็นอาการไอที่เกิดจากการติดเชื้อทางเดินหายใจและมีเยื่อเมือกเพิ่มมากขึ้น เพื่อดักจับและขับเชื้อโรคหรือสิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองออกไป ผู้ป่วยที่มีอาการไอมีเสมหะมักเป็นอาการเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ปอดบวม หรือในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจเป็นสาเหตุของโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง วัณโรคปอด2. ไอแห้ง เป็นการไอแบบไม่มีเสมหะอาจบอกถึงโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด กรดไหลย้อน3. ไอเสียงก้อง อาการไอที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียบริเวณทางเดินหายใจพบมากในเด็กซึ่งจะทำให้เกิดอาการบวมของกล่องเสียงและหลอดลม.อาการไออย่างต่อเนื่องอาจส่งผลต่อร่างกายในกรณีที่ผู้ป่วยมีอายุมากการไออย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอก คอบวม เจ็บซี่โครง มีอาการเหนื่อยหอบจนอาจถึงแก่ชีวิตได้และอาการไออาจรบกวนการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วยหากผู้ป่วยมีอาการไอรุนแรงและต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกิน 3 สัปดาห์ ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุอย่างถูกต้อง.ส่วนวิธีการรักษา หากผู้ป่วยมี อาการไอ แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุนั้น ซึ่งจะแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่อาจทำให้ไอมากยิ่งขึ้น เช่น ฝุ่น ควันบุหรี่อากาศเย็นในผู้ป่วยที่มีอาการไอเพียงเล็กน้อยเบื้องต้นแพทย์จะให้รับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการไอในกรณีที่มีหลอดลมอักเสบหรือปอดบวมจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ไข้ ไอ เสมหะมีสีเหลืองหรือเขียวแพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วยอาการไอที่มากขึ้นเรื่อยๆหรือมีอาการอื่นๆที่รุนแรงร่วมด้วย เช่น มีเลือดปนน้ำหนักลดเบื่ออาหารหอบเหนื่อยนอนไม่หลับอ่อนเพลียเจ็บหน้าอกควรเข้าพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติมผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรัง แพทย์อาจส่งตรวจระบบทางเดินหายใจส่วนบนและล่างเพิ่มเติม เช่น ส่งตรวจภาพถ่ายรังสีของโพรงไซนัสและปอดการส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกการส่องกล้องตรวจระบบทางเดินหายใจการตรวจเสมหะ การตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอดตรวจหาสารก่อภูมิแพ้.ข้อมูลจาก : อ. พญ.นวลวรรณ ลีลาภัทรพันธุ์ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/realconsultation


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *