
สภาพอากาศร้อนที่ยิ่งกว่าร้อนจากผลพวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์ เอลนีโญในปีนี้ ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนไทยในหลายๆด้านตั้งแต่เรื่องค่าครองชีพ สุขภาพ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่ล้วนสัมพันธ์และโยงใยซึ่งกันและกันจนยากที่จะทำให้คนไทยหลายคนได้มองเห็น ‘สวรรค์’ ในสภาวะอากาศเช่นนี้ ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาเมื่อเดือนเมษายน 2567 ที่ผ่านมาพบว่า อุณหภูมิสูงสุดของแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศในเดือนเมษายน 2567 ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดที่เคยวัดได้ในฤดูร้อนปีอื่นๆไปถึง 41 พื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งล้วนแตะหลัก 40 องศาเซลเซียส แทบทั้งสิ้น และมิหนำซ้ำค่าดัชนีความร้อนสูงสุด (Heat Index) ก็ล้วนอยู่ในระดับอันตรายถึงอันตรายมาก เช่นกรุงเทพมหานครที่มีค่าดัชนีความร้อนสูงเกิน 52 องศาเซลเซียส ไปเป็นที่เรียบร้อยสาเหตุที่ประเทศไทยร้อนเสียยิ่งกว่าร้อนขนาดนี้ เนื่องด้วยไทยต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบวกกับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรง ที่ทำให้ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2567 ทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ แม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวเอลนีโญจะเริ่มอ่อนกำลังลงแล้วก็ตามสภาพอากาศร้อนที่เกิดขึ้นเช่นนี้ ส่งผลให้คนไทยต้องพบเจอกับผล กระทบต่างๆ ไปทั่วทุกหัวระแหงทั้งไกลและใกล้ตัว
[ค่าไฟแพง] นับเป็นปัญหายอดฮิตที่มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของทุกปี โดยข้อมูลจากการไฟฟ้านครหลวงระบุถึงสาเหตุที่ค่าไฟแพงขึ้นในช่วงฤดูร้อน ว่ามีสาเหตุมาจากการใช้ไฟฟ้า ที่มากขึ้น โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทำความเย็นต้องทำงานหนักขึ้นและใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น หรือกล่าวอย่างง่ายว่า ‘กินไฟ’ มากขึ้นตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น การไฟฟ้านครหลวงได้ทดลองเปิดเครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 BTU ตั้งค่าที่ 26 องศาเซลเซียส ที่อุณหภูมิภายนอก 35 และ 41 องศาเซลเซียส ผลปรากฏว่าเพียงอุณหภูมิภายนอกเพิ่มขึ้นเพียง 6 องศาเซลเซียส ก็ทำให้หน่วยการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นถึง 14 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา พบข้อมูลการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยว่าประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดถึง 36,699.9 เมกะวัตต์ ซึ่งกลายเป็นความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงที่สุดของประวัติศาสตร์การใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย
[ไข่แพง] เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ออกประกาศแจ้งสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ปรับราคาไข่ไก่คละ ณ หน้าฟาร์มเกษตรกร ขึ้นราคาอีกแผงละ 6 บาท หรือฟองละ 20 สตางค์ มาอยู่ที่ฟองละ 3.80 บาท หรือแผงละ 6 บาท ซึ่งเป็นการปรับราคาขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เพิ่งปรับขึ้นราคา 20 สตางค์ ไปเมื่อ วันที่ 17 เมษายน 2567 แล้วไข่ราคาแพงขึ้นเกี่ยวอะไรกับอากาศร้อน? พเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง เปิดเผยเมื่อครั้งการปรับราคาที่เกิดขึ้นในวันที่ 17 เมษายน ว่า “การขึ้นราคาไข่ไก่เป็นผลจากภาวะอากาศร้อน-แล้ง ที่ทำให้แม่ไก่ไข่เกิดความเครียดกินอาหารได้น้อยลงกินน้ำมากขึ้นเพื่อช่วยลดความร้อนในร่างกายเนื่องจากไก่ไม่มีต่อมเหงื่อ ทั้งยังมีขนปกคลุม เป็นอุปสรรคต่อการระบายความร้อนออกจากร่างกาย
เมื่อมีความเครียดสะสมและสารอาหารที่ได้ไม่เพียงพอกับการสร้างฟองไข่ ผลผลิตไข่ไก่ จึงลดลง ส่งผลให้ปริมาณไข่ไก่ในตลาดมีจำนวนน้อยลง ขณะที่ขนาดไข่ไก่ก็เล็กลงรายได้ที่เกษตรกรได้รับก็ลดลงด้วย สวนทางต้นทุนค่าน้ำที่สูงขึ้นและค่าไฟฟ้าที่ต้องใช้มากขึ้น”
[ทะเลเดือด] ขณะนี้ทะเลไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะ ‘ทะเลเดือด’ แหล่งน้ำหลายแห่งในประเทศมีอุณหภูมิเกิน 30 องศาเซลเซียส โดยเริ่มมีอุณหภูมิสูงตั้งแต่ช่วงต้นปี 2567 และร้อนเกินวิกฤตแบบต่อเนื่องตั้งแต่มีนาคม 2567 นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลไทยหลายคนต่าง ก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะทะเลเดือด โดยส่งผลให้น้ำมีอุณหภูมิสูง หญ้าทะเลตาย ปะการังเกิดการฟอกขาว ซึ่งเพียง 2-3 เหตุนี้ก็สร้างผลกระทบอย่างไม่รู้จบต่อสัตว์ทะเลที่ต้องขาดแคลนอาหาร ขาดแคลนแหล่งที่อยู่อาศัย และสัตว์น้ำก็ต้องอพยพ เพราะอุณหภูมิสูงจนแทบอยู่ไม่ได้ ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 ถึงผลกระทบที่เป็นรูปธรรมจากปรากฏการณ์ทะเลเดือด โดยเปรียบเทียบการสำรวจเกาะกระดาด จ.ตราด ในปี 2565 และ 2567 ว่า “ปี 2565 เราสำรวจแหล่งหญ้าทะเลพบสัตว์ต่างๆ 30+ ชนิด ปลาอีก 27 ชนิด (รวมรายงานของกรมทะเล) มีปูม้าอยู่มากมายทุกแห่งหน” ส่วน “ปี 2567 ไร้หญ้า ไร้ปู มีแต่ทรายโล้นๆ และเศษปะการังตาย มีสาหร่ายนิดหน่อย เจอปลิงดำไม่กี่ตัว ปลาก็น้อยนิดจนมิอาจกล่าวถึง” นอกจากนี้ ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังระบุถึงผลกระทบต่อมนุษย์ว่า โดยเฉพาะชาวประมงที่จะหาปลาทะเลได้น้อยลง ต้องออกเรือไปไกลขึ้นหรือการท่องเที่ยวทางทะเล โดยเฉพาะกิจกรรมดำน้ำเพื่อดูปะการังจะต้องหยุดลงย่อมส่งผลต่อการขาดรายได้ในชุมชนและท้องถิ่นก่อนหน้านี้ ธรณ์ได้ระบุในโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2567 ส่วนหนึ่งถึงสถานการณ์ทะเลเดือดในระยะนี้ว่า “น้ำจะร้อนจัดต่อเนื่องไปจนถึงช่วงกลาง/ปลายพฤษภาคม เมื่อฝนตกจริงจังต่อเนื่องเมื่อไหร่ ทะเลจะเย็นลง ดูจากสภาพแวดล้อมแล้ว เราคงไม่ได้เห็นฝนในระยะอันสั้น หมายถึงทะเลจะเดือดต่อไปอีก 2-3 สัปดาห์ ซึ่งนั่นน่าเป็นห่วงมากครับ”
[เสียชีวิตเพิ่มขึ้น] โรคที่มาพร้อมกับสภาพอากาศร้อนเช่นนี้ก็คงหลีกไม่พ้น ‘โรคลมร้อน/โรคลมแดด’ หรือ ‘ฮีทสโตรก’ (Heat Stroke) โดย วีรวัฒน์ มโนสุทธิ โฆษกกรมควบคุมโรค แถลงข่าวเมื่อวันที่ 24 เมษายน ว่า สถานการณ์โรคลมร้อนหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) ในช่วงมีนาคม-เมษายน 2567 เพียง 2 เดือน พบผู้เสียชีวิตแล้วถึง 30 ราย คิดเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวในปี 2566 ช่วงมีนาคม-มิถุนายน (4 เดือน) ที่เสียชีวิตไป 37 ราย นี่เป็นเพียงผลกระทบบางมิติเท่านั้นที่คนไทยต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่สูงกว่าปกติแม้ต่อให้เราจะหลบเลี่ยงหรือรับมือได้ในบางเรื่อง จนความร้อนอาจกลายเป็น ‘สวรรค์’ สำหรับใครสักคนไป แต่เราก็มิอาจมองข้ามผลกระทบในอีกหลายมิติที่ไม่ว่าใคร ก็มิอาจหลีกเลี่ยงได้ และหลายเรื่องก็เกิดผลกระทบโยงใยเกินกว่ามนุษย์จะรับมือ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/brandthink.me
Leave a Reply