
อาหารชีวจิต เป็นแนวทางการกินที่พัฒนาโดยอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง โดยอิงจากหลักการของ แมคโครไบโอติกส์ เพื่อให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคนไทย การปฏิบัติตามแนวทางนี้ไม่เพียงช่วยให้เราจัดหาอาหารได้ง่ายขึ้น แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย
การกินอาหารเป็นยา
อาจารย์สาทิสได้ชี้ให้เห็นว่า โรคภัยไข้เจ็บหลายๆ อย่างเกิดจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น
- การบริโภคแป้งและน้ำตาลมากเกินไป อาจนำไปสู่โรคเบาหวาน
- การบริโภคเกลือมากเกินไป ส่งผลกระทบต่อไตและความดันโลหิตสูง
- การบริโภคไขมันมากเกินไป อาจนำไปสู่ไขมันอุดตันในหลอดเลือด
เมื่อการกินไม่เหมาะสมรวมกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความเครียดและมลภาวะจะยิ่งเร่งให้สุขภาพพังเร็วขึ้น
หลักการอาหารชีวจิต
อาหารชีวจิต ถือเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและสามารถจัดแบ่งเป็นสัดส่วนในแต่ละมื้อได้ ดังนี้
- อาหารประเภทแป้ง (50%)
- เลือกแป้งที่ไม่ขัดขาว เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง หรือข้าวโพดทั้งเมล็ด
- ควรมีการเติมผัก เช่น มันเทศ มันฝรั่ง เผือก หรือฟักทอง เพื่อเพิ่มโปรตีนและคุณค่าทางโภชนาการ
- ผัก (25%)
- ใช้ทั้งผักดิบและผักปรุงสุกอย่างละครึ่ง
- ควรเลือกผักปลอดสารพิษ โดยล้างผ่านน้ำและแช่น้ำด่างทับทิมหรือน้ำส้มสายชูเจือจาง
- ถั่วต่างๆ (15%)
- เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้
- การใช้โปรตีนจากสัตว์ควรทำในปริมาณที่น้อย เช่น ไข่ ปลา หรืออาหารทะเลเพียง 1-2 มื้อต่อสัปดาห์
- เบ็ดเตล็ด (10%)
- รวมถึงประเภทแกง เช่น แกงจืดและแกงเลียง
- ประเภทซุป เช่น ซุปมิโซะ
- ของขบเคี้ยว เช่น งาสดและงาคั่ว, ถั่วคั่ว, เมล็ดฟักทอง, เมล็ดแตงโม, และเมล็ดทานตะวัน
- ผลไม้สดที่ไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง สับปะรด มะละกอ มะม่วงดิบ หรือพุทรา
ประโยชน์ของอาหารชีวจิต
การปฏิบัติตามแนวทางอาหารชีวจิตไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง แต่ยังช่วยให้ร่างกายจดจำเวลาในการกินและการนอนหลับได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดโรคภัยไข้เจ็บในระยะยาวได้อีกด้วย การเปลี่ยนแปลงวิถีการกินตามหลักชีวจิตไม่เพียงแต่ดีต่อสุขภาพ แต่ยังเป็นการสร้างนิสัยการกินที่ดีและยั่งยืนในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย!
Leave a Reply