
นับตั้งแต่การระบาดใหญ่ การเปลี่ยนแปลงได้เร่งอัตราเร็วขึ้น สิ่งต่างๆ เปลี่ยนไป และแม้ว่าโรคระบาดนั้นจะสงบลงไปแล้ว แต่หลายสิ่งก็ไม่ย้อนกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนเมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยน การทำธุรกิจก็เปลี่ยน ส่งผลให้การทำงานของคนก็เปลี่ยนตาม ในช่วงเวลายากลำบากเราประชุมกันผ่านหน้าจอ หลังจากนั้นเราก็ผสมผสานระหว่างออนไลน์และออนไซต์เข้าด้วยกันเทรนด์การทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ Future Trends คัดส่วนหนึ่งที่น่าสนใจจากรายงาน ‘เจาะเทรนด์โลก 2024: REMADE ANEW’ ที่จัดทำโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ Thailand Creative & Design Center (TCDC) มานำเสนอ โดย TCDC ได้เรียกเทรนด์เหล่านี้ว่า WORK 3.0
การทำงานแบบ 3.0 Gen Y และ Z ถือเป็นแกนนำสำคัญในแนวทางการทำงานใหม่ๆ และพยายามปฏิวัติบรรทัดฐานการทำงานทั่วไปในรูปแบบดั้งเดิมที่มีชั่วโมงการทำงาน 09:00 – 17:00 น. ข้อมูลจาก LinkedIn ระบุว่า Gen Z 70% ที่ทำงานในสหรัฐอเมริกา เชื่อว่าพวกเขามีประสบการณ์การทำงานนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า ภายในปี 2025 Gen Z ประมาณ 27% ของกำลังแรงงาน จะดำเนินการต่อรองให้ธุรกิจ แผนกทรัพยากรบุคคล และผู้จัดการ ให้ความสนใจเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของการทำงานแบบใหม่ เพื่อให้คนรุ่นต่อไปที่อายุน้อยกว่าสามารถมีส่วนร่วมในการทำงาน ส่งต่อแรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงถึงกันได้มากขึ้น Mckinsey & Company ระบุว่า พนักงานต้องการความยืดหยุ่นด้านเวลาทำงาน มากกว่าความยืดหยุ่นด้านสถานที่ ด้วยเหตุนี้ แนวโน้มการทำงานแบบ Asynchronous ที่เน้นการทำงานร่วมกันพูดคุยสื่อสารกัน โดยพนักงานแต่ละคนสามารถกำหนดเวลาในการตอบโต้กับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าได้ ทำให้พนักงานแต่ละคนสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างอิสระ เพียงแค่คงคุณภาพของงาน และส่งงานตรงตามเวลาที่กำหนดให้ได้ ทั้งหมดนี้จะช่วยให้พนักงานสามารถทำงานไดตามกำหนดเวลาของตนเองจากทุกที่ในโลก และผลักดันการเพิ่มขึ้นของการทำงานแบบ 3.0 Irregular Labs ระบุว่า ชุดทักษะแบบ Soft Skills จะมาแทนที่ Hard Skills การตัดสินใจมาจากการคิดสร้างสรรค์ร่วมกันมากกว่าการกำหนดชี้ขาด และวิชาชีพต่างๆ ไม่ต้องการเพียงความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่อาศัยการบูรณาการข้ามศาสตร์ (Transdisciplinary)
Career Cushioning การทำงานแห่งอนาคตเป็นแบบผสมผสาน การเดินหน้าของธุรกิจต่างๆ เริ่มจากการลงทุนด้านการสร้างทีม และให้ความสนใจเรื่องการสร้างความก้าวหน้า
หากต้องการผลักดันการทำงานแบบ 3.0 ธุรกิจต้องจัดลำดับความสำคัญในด้านต่างๆ ตั้งแต่ด้านสุขภาพของพนักงาน การเสนออาชีพทางเลือกและจุดประกายความคิดริเริ่ม ที่จะช่วยให้พนักงานค้นพบความสำเร็จของตนเองสิ่งเหล่านี้ ช่วยเปิดช่องทางที่เรียกว่า Career Cushioning คือ การมองหาแผนสำรองในกรณีตกงานและโอกาสที่มั่นคงมากกว่าเดิม
ชาร์ลอตต์ เดวีส์ (Charlotte Davies) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพของ LinkedIn ระบุว่า การวางแผนสำรองไม่ได้หมายความว่า พวกเขาเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อบทบาทการทำงานใน ปัจจุบัน เพียงแต่เป็นการเตรยฒความพร้อม หากเกิดเหตุไม่คาดคิดกับเส้นทางอาชีพของพวกเขาในอนาคตเคย์ลา เดนเกต (Cayla Dengate) บรรณาธิการ LinkedIn News อธิบายว่า Career Cushioning เป็นเสมือนพฤติกรรมการแสวงหาทักษะใหม่ๆ เพื่อให้ตนเองมีโอกาสการทำงานที่มากขึ้น ทดลองติดต่อเพื่อตรวจสอบดูว่า มีงานอะไรที่ลงประกาศอยู่บ้างและแก้ไขเรซูเม่ของตนเองให้เหมาะสม Career Cushioning ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นทางเลือกที่เป็นธรรมชาติกว่า Passion Economy สำหรับกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างรายได้จากความคิดทักษะและการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยคนเหล่านี้กำลังเตรียมตัวเชิงรุกสำหรับการหางานก่อนที่จะจำเป็นต้องมองหา พัฒนาตนเองผ่านหลักสูตรต่างๆ ที่มาพร้อมผลการรับรองและการฝึกอบรม เพื่อยกระดับทักษะและก้าวไปสู่การเติบโตของตนเองในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิมเสมอ
ทดลองหาสิ่งที่ใช่ ขณะที่คนรุ่นใหม่บางส่วนกำลังขับเคลื่อนอนาคตของการทำงานประจำแบบที่เดียว และเริ่มแนวคิดการทำงานแบบ 3.0 รวมทั้งทดลองบทบาทที่แตกต่างกันภายในองค์กรเพื่อสำรวจความสนใจของตนเองในสหรัฐอเมริกา พบว่า ตัวเลขของการทำงานอิสระเพิ่มสูงขึ้น และคาดว่ากว่าครึ่งของแรงงานอเมริกันจะอยู่ในระบบฟรีแลนซ์ภายในปี 2027
การศึกษาจาก Lili ระบุว่า เกือบครึ่งของกลุ่ม Gen Z มีอาชีพอิสระอยู่แล้ว บางครั้งมีส่วนร่วมกับงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้าน NFT แบบอิสระ กระนั้น คนรุ่นใหม่บางส่วนไม่เคยวางแผนที่จะทำงานแบบเดิม การวิจัยของ City & Guilds พบว่า 10% ของคนหนุ่มสาวที่ตอบแบบสอบถาม ยังไม่เข้าสู่ระบบแรงงานและไม่ต้องการที่จะทำเช่นนั้น
ท่ามกลางความรู้สึกต่อต้านการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น แต่การมีชีวิตรอดโดยไม่มีงานทำเลยก็เป็นเรื่องยากสำหรับคนส่วนใหญ่ รัฐบาลบางประเทศกำลังดำเนินการโครงการเพื่อเพิ่มศักยภาพให้คนรุ่นใหม่ เช่น โครงการนำร่อง Basic Income for the Arts ของไอร์แลนด์ที่มีข้อสัญญาว่า จะจ่ายเงิน 325 – 2,000 ยูโรต่อสัปดาห์ ให้ศิลปินและนักสร้างสรรค์งานศิลปะที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการสร้างสรรค์ผลงานวิถี Digital Nomad Digital Nomad คือ ผู้ที่ทำงานออนไลน์และสามารถทำงานได้ทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ Remote Worker, Freelance, Online Business Owners และ Passive Income Investers การปลดล็อกเงื่อนไขทางเทคโนโลยีทำให้การทำงานเกิดขึ้นได้จากทุกที่บนโลก คาดว่าจะมีดิจิทัลโนแมด 1,000 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2035 เศรษฐกิจใหม่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของการทำงานทางไกลรายงานของ MBO Partners’ State of Independence ระบุว่า ชาวอเมริกันจำนวนกว่า 16.9 ล้านคน เป็นดิจิทัลโนแมดในปี 2022 โดยเพิ่มขึ้น 131% จากปี 2019 ขณะที่ SafetyWing ยังพบว่า ชาวอเมริกันกว่า 86.8% แสดงความสนใจที่จะเป็นดิจิทัลโนแมดข้อมูลจาก Xiaohongshu ของจีน ซึ่งเทียบได้กับ Instagram พบว่า มีการค้นหาคำว่าดิจิทัลโนแมดเพิ่มขึ้นถึง 650% ตั้งแต่ ม.ค. – ส.ค. ปี 2022 เนเธอร์แลนด์ Ruby Hotels เปิดตัว Co-Working Hotel ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของดิจิทัลโนแมด โครงการนี้มีชื่ว่า Ruby Emma เป็นโรงแรมแห่งแรกที่ทำงานร่วมกับแบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับพื้นที่โคเวิร์กกิ้งแบบครบครัน โดยส่วน Ruby Luuk Workspace ยังพร้อมอำนวยความสะดวกในการเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกันของแขกผู้เข้าพักและผู้เข้าใช้งานแบบชั่วคราวได้ขณะที่ผู้บริโภคสนุกที่จะทดลองไลฟ์สไตล์แบบดิจิทัลโน แมดมากขึ้น แบรนด์ธุรกิจการบริการก็สามารถก้าวนำหน้าคู่แข่งได้โดยมอบสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้านให้กับผู้เช่า เช่น บริการซักรีดภายในโรงแรมการเป็นสมาชิกบริการสตรีมมิงฟรี บริการส่งของ บริการรถยนต์ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ เป็นเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นและทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจัยสำคัญคือการพัฒนาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้หลายสิ่งเปลี่ยนไป รวมถึงความรู้สึกและค่านิยมของผู้คน แพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้ผู้คนมีอิสระมากขึ้น ความจำเป็นที่ต้องทำงานติดกับที่ใดที่หนึ่งมีความจำเป็นน้อยลงหรือไม่จำเป็นเลยสำหรับบางอาชีพ ความรู้สึกอิสระจึงเป็นหัวใจสำคัญของคนทำงานในยุคนี้ และอนาคต
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://www.facebook.com/futuretrends.th
Leave a Reply