
ในยุคที่ฟีดโซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยข้อมูลสุขภาพหลากหลายกระแสบ่อยครั้งที่เรามักพบข้อความชวนตื่นตระหนกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับการเกิดหรือการรักษาโรคมะเร็งการส่งต่อข้อมูลโดยปราศจากการตรวจสอบอาจสร้างความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อแนวทางการดูแลสุขภาพเพื่อความมั่นใจก่อนกดแชร์หรือปฏิบัติตามลองมาอัปเดตข้อเท็จจริงทางการแพทย์ผ่าน 3 ประเด็นคำถามยอดฮิตที่มักถูกพูดถึงมากที่สุด
1. เป็นมะเร็งแล้วต้องงดเนื้อสัตว์เด็ดขาดจริงหรือไม่?
- ข้อเท็จจริง: ความเชื่อที่ว่าการหยุดกินเนื้อสัตว์จะช่วยตัดวงจรหรือทำให้เซลล์มะเร็งฝ่อตัวลงนั้นไม่เป็นความจริงในทางการแพทย์ การงดเนื้อสัตว์อย่างสิ้นเชิงในผู้ป่วยมะเร็งกลับเพิ่มความเสี่ยงด้านภาวะทุพโภชนาการทำให้ร่างกายอ่อนแอลงขาดสารอาหารสำคัญอย่างโปรตีนและธาตุเหล็กซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและพยุงระบบภูมิคุ้มกันระหว่างรับการรักษา
- คำแนะนำเพิ่มเติม: ผู้ป่วยและคนทั่วไปควรเลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพสูง เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมันและโปรตีนจากพืชพร้อมทั้งควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดเนื้อสัตว์แปรรูป (เช่น ไส้กรอก แหนม เบคอน) รวมถึงเนื้อสัตว์ปิ้งย่างจนไหม้เกรียมเนื่องจากกระบวนการถนอมอาหารและความร้อนสูงจะก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งกลุ่มไนโตรซามีนและโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs)
2. การดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง จริงหรือไม่?
- ข้อเท็จจริง: เป็นความจริงองค์การอนามัยโลก (WHO) และทบวงวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (IARC) จัดให้แอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็งในกลุ่มที่ 1 (Carcinogenic to humans) อย่างชัดเจนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการเกิดมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งลำไส้ใหญ่
- คำแนะนำเพิ่มเติม: เมื่อตับเผาผลาญแอลกอฮอล์ จะเกิดสารกึ่งกลางที่เรียกว่าอะเซตัลดีไฮด์ Acetaldehyde ซึ่งมีฤทธิ์ทำลาย DNA และโครงสร้างเซลล์ในร่างกายโดยตรงการลดละหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์จึงเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการตัดวงจรความเสี่ยงนี้
3. น้ำตาลเทียมหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลทำให้เป็นมะเร็ง จริงหรือไม่?
- ข้อเท็จจริง: ไม่เป็นความจริงสำหรับการบริโภคในปริมาณมาตรฐานทั่วไปสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยา (อย.) ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น แอสปาร์แตม ซูคราโลสหรือสารสกัดจากหญ้าหวาน (สตีเวีย) ถือว่ามีความปลอดภัยในการบริโภค
- คำแนะนำเพิ่มเติม: แม้จะมีงานวิจัยบางชิ้นในอดีตที่ทดลองให้สารเหล่านี้ในปริมาณที่สูงเกินจริงมากๆกับสัตว์ทดลองจนพบความผิดปกติ แต่สำหรับมนุษย์ หน่วยงานด้านสุขภาพระดับสากลได้กำหนดปริมาณการบริโภคต่อวันที่ปลอดภัย (ADI) ไว้แล้ว อย่างไรก็ตามการปรับพฤติกรรมลดความติดหวานและการรับประทานอาหารจากธรรมชาติให้มีความหลากหลายยังคงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการรักษาสมดุลระบบเผาผลาญของร่างกาย
การกลั่นกรองข้อมูลสุขภาพก่อนส่งต่อไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันการตื่นตระหนกแต่ยังช่วยปกป้องคนที่คุณรักให้ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์หากมีข้อสงสัยเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการรับประทานอาหารระหว่างการรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารวิชาชีพประจำตัวโดยตรงทุกครั้ง
Leave a Reply