
ศูนย์ข้อมูลและผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับออกโรงเตือนประชาชนกลุ่มใหญ่โดยเฉพาะผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ควรหาโอกาสไปเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกัน “ไวรัสตับอักเสบบี” สักครั้งเนื่องจากเป็นกลุ่มประชากรที่อาจยังไม่ได้รับวัคซีนขั้นพื้นฐานตามระบบสาธารณสุขซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อเรื้อรังโดยไม่รู้ตัวและอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับในระยะยาวทำไมต้องเป็นคนที่เกิดก่อน พ.ศ. 2535? จุดเปลี่ยนสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นปีที่กระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มบรรจุวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีเข้าเป็นวัคซีนพื้นฐานในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (EPI Program) สำหรับเด็กแรกเกิดทุกคนทั่วประเทศส่งผลให้
- ผู้ที่เกิดตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เป็นต้นไปส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนและมีภูมิคุ้มกันโรคนี้ตั้งแต่เด็ก
- ผู้ที่เกิดก่อน พ.ศ. 2535 มีโอกาสสูงที่จะไม่มีภูมิคุ้มกันเว้นแต่จะเคยไปฉีดวัคซีนเองในภายหลังทำให้กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจรับเชื้อมาโดยไม่รู้ตัวจากการใช้ชีวิต
ภัยเงียบที่ไม่มีอาการรู้ก่อนสกัดทันไวรัสตับอักเสบบีได้รับการขนานนามว่าเป็นภัยเงียบเพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงใดๆในช่วงแรกแต่อยู่ร่วมกับเชื้อไปนานนับ 10–20 ปี จนกระทั่งไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์ตับอย่างต่อเนื่องกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรังตับแข็งและกลายพันธุ์เป็นมะเร็งตับในที่สุดซึ่งการตรวจพบในวันที่สายไปแล้วมักทำให้โอกาสรักษาหายลดลงอย่างมากช่องทางการติดต่อที่ต้องระวัง
- การติดต่อจากมารดาสู่ทารก (พบมากที่สุดในอดีต)
- การรับเชื้อผ่านทางเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือสิ่งของมีคมร่วมกัน (เช่น มีดโกนหนวด, กรรไกรตัดเล็บ)
- การติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน
แนวทางการปฏิบัติตนและคำแนะนำทางการแพทย์
หากคุณหรือคนในครอบครัวเป็นผู้ที่เกิดก่อน พ.ศ. 2535 แนะนำให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อสุขอนามัยที่ดีครับ
- เข้ารับการตรวจเลือด (HBsAg และ Anti-HBs) เป็นการตรวจที่ง่ายและค่าใช้จ่ายไม่สูง โดยจะบอกได้ 2 หน้าต่างหลักคือ
- ตรวจพบเชื้อ (HBsAg เป็นบวก) จะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาและติดตามอาการกับแพทย์เฉพาะทางอย่างทันท่วงทีเพื่อรับยาต้านไวรัสและลดความเสี่ยงตับแข็ง
- ตรวจไม่พบเชื้อและไม่มีภูมิ (Anti-HBs เป็นลบ) แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันให้ครบ 3 เข็ม เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันไปตลอดชีวิต
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่นและสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ยังไม่ทราบผลเลือด
- ดูแลสุขภาพตับเชิงรุกลดหรือเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดภาวะไขมันพอกตับและหลีกเลี่ยงอาหารที่มีความเสี่ยงต่อสารก่อมะเร็ง (เช่น อะฟลาทอกซินในถั่วป่นพริกแห้งที่เก็บไม่ดีหรืออาหารดิบ)
บทสรุปสำหรับลูกเพจ: การสละเวลาไปเจาะเลือดเพียงครั้งเดียวอาจช่วยเซฟชีวิตตับของคุณได้ในระยะยาวอย่ารอให้มีอาการตัวเหลืองตาเหลืองหรือแน่นท้องเพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนที่ช้าเกินไปครับ
Leave a Reply